Wednesday, January 30, 2008

สถาปัตยกรรมพอเพียง


Minimalist Architecture

By Franco Bertoni


Minimalism หมายถึง ความพอเพียง หรือสันโดษ เป็นแนวคิดหนึ่งที่ใช้ในโลกของศิลปะ แสดงลักษณะในงานของ เช่น Donald Judd, Sol Le Witt และคนอื่นอีกมาก หลังจากนั้นไม่นาน แนวคิดสร้างสรรค์นี้ เริ่มปรากฏในงานสถาปัตยกรรม ในผลงานของสถาปนิกร่วมสมัย ที่มาจากฐานความคิด Minimalism ไม่มากก็น้อย

สิ่งตีพิมพ์นี้ เข้าถึงหัวใจของการพัฒนา ที่เริ่มแรกจากงานของ Loos, Wittgenstein, Mies van der Rohe, และ Asplund ถือเป็นบรรพบุรุษของแนวคิด Minimalism จนถึงงานในปัจจุบันที่มีผู้เจริญรอยตามหลายคน รวมถึง Tadao Ando, Luis Barragan, Alberto Campo Baeza, A.G. Fronzoni, Michael Gabellini, John Pawson, Claudio Silvestrin, Eduardo Souto Moura, และ Peter Zumthor ที่ปรากฏเห็นได้ชัดเจน

การเลือกเอาเรื่องราวของสถาปนิกเหล่านี้สรุปรวมไว้เป็นบท ด้วยการนำเสนอที่ชัดเจนอย่างกระทัดรัด หนังสือนี้ไม่เพียงสะท้อนสาระของมันเท่านั้น แต่ให้ภาพรวมของแนวคิด Minimalism เป็นสไตล์การออกแบบที่สำคัญอันหนึ่งของสถาปัตยกรรมร่วมสมัย

จากหนังสือ....Minimalist Architecture
โดย... Franco Bertoni


"หลีกเลี่ยงอ้างถึงการใช้ความหมายที่เกร่อ และไม่เป็นประโยชน์ในปัจจุบัน "สถาปัตยกรรมพอเพียง" (Minimalist architecture) ยังนับเป็นการนำเสนอจุดเด่นอันหนึ่งของการทบทวนหลักการกันใหม่ และความพยายามอันหนึ่ง ที่จะมองหารากฐานใหม่ของ -- วิธีการดำเนินชีวิต"
คำกล่าวของ... Franco Bertoni
งานสถาปัตยกรรมของ Luis Barragan, AG Fronzoni, Claudio Silvestrin, John Pawson, Peter Zumthor, Alberto Campo Baeza, Eduardo Souto de Moura, Tadao Andoและ Michael Gabellini ต่างแสดงลักษณะขององค์ประกอบทั่วๆไป และเห็นความแตกต่างที่รุนแรงในขณะเดียวกัน ความคิดของความเรียบง่าย (simplicity) ถูกตีความด้วยวิธีออกแบบที่หลากหลาย ใช้กันหลายแง่มุมในการสื่องานสถาปัตยกรรม และการค้นคว้าบนพื้นฐานของตัวอย่างในประวัติศาสตร์ ซึ่งยังตกลงและยอมรับกันไม่ได้

Photo: Mitsuo Matsuka
Tadao Ando
Azuma House, Osaka 1975
"บ้านเล็กหลังนี้ เป็นงานสถาปัตยกรรมที่มีพัฒนาการของผม มันเป็นอาคารอันน่าจดจำสำหรับผม เป็นงานหนึ่งที่ผมชอบ "
คำกล่าวของ...Tadao Ando
Photo copyright Barragan Foundation Switzerland
Luis Barragan
Master Plan for Los Clubes, Service Entrance, Mexico City 1968
"สวนและบ้านที่ผมออกแบบ ผมพยายามสร้างบรรยากาศภายในเพื่อความสงบ บ่อน้ำพุ คือเครื่องบ่งชี้ถึงความสงบ"
คำกล่าวของ....Luis Barragan
คำว่า "พอเพียง" ( Minimalism) ที่อ้างไว้ข้างต้น หมายสนับสนุนวิธีการ ลดทอน เป็นสำคัญ ซึ่งเป็นภาพเด่นของสถาปัตยกรรมในอเมริกา ในช่วงปี 1950s และ 1960s ที่ผ่านมา ในสาขาสถาปัตยกรรม คำนี้ถูกใช้อย่างระวังและเน้นย้ำกับงานออกแบบของสถาปนิก ที่มีประสบการณ์และพื้นเพทางวัฒนธรรมหนหลังแตกต่างกัน แต่มุ่งเสนองานผ่านการสื่อบนแนวคิดในการลดทอน ค้นหาใหม่ ในคุณค่าความว่างเปล่าของที่ว่าง และขจัดทุกอย่างที่ไม่เกี่ยวกับความจำเป็นอย่างรุนแรง ด้วยการออกแบบแต่น้อย เน้นความเรียบง่าย ถือเป็นรูปแบบสถาปัตยกรรมที่สะอาดสะอ้าน

Photo: Helene Binet
Peter Zumthor
Thermal Bath, Canton of Graubunden, 1990-96
"นับเนื่องหลายปีมาแล้ว ตั้งแต่มีอาคารที่ตอบสนองความรู้สึกสงบสันติและกลมกลืนกันออกมาให้ปรากฏเห็นได้"
คำกล่าวของ..Francois Chaslin
Photo courtesy Alberto Campo Baeza
Alberto Campo Baeza
De Blas House, Madrid 2000
"แรงโน้มถ่วงสร้างที่ว่าง แสงสร้างเวลาและให้เหตุผลกับเวลา สิ่งเหล่านี้เป็นคำถามหลักของสถาปัตยกรรม--การควบคุมแรงโน้มถ่วงและบทสนทนาเกี่ยวกับแสง"
คำกล่าวของ...Alberto Campo Baeza
Photo courtesy Eduardo Souto de Moura
Eduardo Souto de Moura
Alcanena House, Torres Novas, 1987-92

เกี่ยวข้องกับการต่อต้านฝันร้าย ที่เกิดจากตลาดการค้าและส่วนเกิน ในรูปแบบของสถาปัตยกรรมพอเพียง ซึ่งมุ่งเป้าหมายที่เกินเลยไปจากความบริสุทธิ์ ติเตียนความง่ายที่เร้าใจธรรมดาๆ สืบไปที่ความพยายามรวมแก่นสาร ที่กระจัดกระจายของที่ว่างและเวลา ด้วยปริมาณที่จำเป็น เพื่อสนองชีวิตที่เจริญทางจิตวิญญาณ ด้วยจิตที่แจ่มใสและความกลมกลืนกันและกัน
Photo: Aldo Ballo
AG Fronzoni
Pernigotti Apartment, Milano 1978

Photo courtesy Claudio Silvestrin
Claudio Silvestrin
Neuemdorf House, Mallorca 1989




Photo: Fi McGhee
John Pawson
Tilty Barn, Tilty Hill, Essex 1996
"ความว่างเปล่า ช่วยให้เราเห็นที่ว่างที่มันเป็น จะให้เห็นสถาปัตยกรรมที่มันเป็น ต้องขจัดความบกพร่องหรือสิ่งซ่อนเร้น ที่เกิดจากการสะสมสิ่งที่เป็นขยะในชีวิตประจำวัน"
คำกล่าวของ.....John Pawson
Photo: Paul Warchol
Michael Gabellini
Nicole Farhi Boutique, new York, 1999
"หลายคนคิดว่า ศิลปะหรือสถาปัตยกรรมพอเพียง เป็นสิ่งที่เย็นชา เป็นนามธรรม และแห้งแล้ง ตรงข้าม ความพอเพียงไม่ใช่เพื่อศิลปะและสถาปัตยกรรมเท่านั้น มันยังรวมถึงความคิดที่ไม่หลีกหนีไปจากที่เป็นอยู่ มันเหมือนกับการตรวจแต่งภาพยนต์ ที่มีการเน้นรูปแบบของประสบการณ์ที่มีมาแต่กำเหนิด มากกว่าการตัดทอนเอาออกไป ความพอเพียงจึงเป็นการเน้นประสบการณ์และความสุขสบายที่มีมาแต่กำเหนิด"
คำกล่าวของ...Michael Gabellini
หนังสือนี้ มุ่งเสนอความคิดเริ่มแรกของความเรียบง่าย ( simplicity) อันเป็นแนวคิดหนึ่ง ที่เสนอกันอย่างโจ่งแจ้งในสาขาวิชาสถาปัตยกรรม ซึ่งเป็นที่โจทย์ขานและวิพากวิจารณ์กันทั่วไปในช่วงสองทศวรรษของศตวรรตที่ 20 มาแล้ว
Minimalist Architecture -By Franco Bertoni -Publisher: Birkhauser
เรียบเรียงจาก... http://www.arcspace.com/books/Minimalist_Architecture/

ในข้อเขียนข้างต้นนี้ นอกจากพอได้แนวความคิดคร่าวๆของ Minimalist Architecture เรายังได้รายชื่อสถาปนิกที่ Bertoni อ้างไว้ว่าเป็นพวก Minimalist Architects ด้วย เช่น Tadao Ando, John Pawson และ Luis Barragan เป็นต้น ซึ่งเผอิญผมพอจะเคยอ่านบทความที่เกี่ยวกับพวกเขาบ้าง ดังมีเรื่องราวตามลำดับดังต่อไปนี้....

Tadao Ando
เป็นสถาปนิกผู้หนึ่งที่จัดเป็นสถาปนิกพอเพียง Minimalist Architects
1941 - ปีเกิด
สถานที่เกิด: Osaka, Japan
ผลงาน: Osaka, Japan.. Kobe, Japan.. Kyoto, Japan Paris, France.. Awaji, Japan

เอกสารร้อยกรองสำหรับอาคารของ Tadao Ando ได้พรรณนาถึงเรื่อง แสงสว่าง ความสงบ และที่ว่าง รวมถึง คอนกรีต กระจก และเหล็ก เป็นสถาปนิกที่ศึกษาการออกแบบสถาปัตยกรรมด้วยตนเอง Ando เร่ร่อนไปตามถนน และตรอกซอกซอย ในสหรัฐอเมริกา ในยุโรป ในอัฟริกา และในประเทศของตนเอง คือ ญี่ปุ่น ศึกษาเกี่ยวกับสถานที่และที่ว่าง เป็นเวลายาวนานถึงเจ็ดปี ก่อนที่จะเลือกอาชีพของตนเอง ผลของการเร่ร่อนนี้ ถือเป็นสิ่งสะท้อนทางความคิดที่เด่นชัดปรากฏในการออกแบบของเขาต่อมา

แม้ว่างานสร้างสรรค์ของเขาโดยปรกติ จะเกี่ยวข้องกับโครงสร้างคอนกรีตที่โผล่จากพื้นดิน แต่เต็มไปด้วยความรู้สึกว่า มันเกิดขึ้นจากกระบวนการที่ลดทอน -- มันเหมือนงานปฏิมากรรมของ Michelangelo ที่ตัดความเรืองรองออกไปแต่ยังคงคุณค่าเอาไว้ Ando กระตุ้นความสนใจด้วยโครงสร้างที่แข็งทื่อ กับ ความว่างเปล่า ซึ่งกลายเป็นความสะอาดบริสุทธิ์ และให้บรรยากาศภายในที่อบอุ่นและสันติ
Ando สะท้อนความคิดในสไตล์ Bauhaus โดยการใช้หลักการทางเรขาคณิตบนพื้นฐานของโครงสร้างที่มั่นคง ทำให้อาคารมีทั้งความซื่อตรงและมีความหมาย เขาออกแบบวิหารและโบสถ์สำหรับชาวคริสเตียนและชาวพุทธ บนความสำเร็จที่ทัดเทียมกัน วิหารของชาวพุทธ "Church on the Water" (1985-1988) ตั้งอยู่ตรงตีนเขา Yubari Mountains ประกอบด้วยผังสีเหลี่ยมจัตุรัสเลื่อมซ้อนทับกัน ตามบทบัญญัติของหลักการ สถาปัตยกรรมยุคสมัยใหม่ และสรรเสริญต่อความสงบเงียบของลัทธิเซ็น ซึ่งซึมซับอยู่ในงานทั้งหมดของ Ando

ความขบขัน ปรากฏในงานออกแบบของ Ando ด้วย คือ วิหารของชาวคริสเตียน "Church of the Light" (1987-1989) ที่เงียบและสงัด ด้วยประโยชน์ในตัวโครงสร้างของมันเอง โดยรูปกางเขน สะท้อนตรงด้านหน้าที่นั่งฟังสวด แสดงถึงอำนาจแห่งพระเจ้า

สายตาที่แหลมคมของ Ando เกี่ยวแสงสว่างและที่ว่าง ไม่เพียงแต่ชี้นำทางจิตวิญญาณเท่านั้น โครงการออกแบบที่พักอาศัยหลายแห่งในบ้านเกิดของเขาและเขตอื่นๆของญี่ปุ่น อุทิศให้กับประโยชน์ของโครงสร้าง และการเสริมคุณค่าให้กับสภาพแวดล้อมโดยรอบ แม้แต่ตัวอาคารซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของใต้ดิน ต่างก็ออกแบบให้มีคุณค่าที่เป็นเลิศ ในขณะที่ผนังกระจกกรอบเหล็กโดยทั่วไปสะท้อนถึงที่ว่างทั้งมวล
ความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งของ Ando ที่มีต่อวัฒนธรรมตกทอดของเขา ช่วยกันผดุงจุดเน้นให้ตรงกับสมัยนิยม ในแนวการผลิตงาน ที่เน้นความลึกซึ้งถึงความรู้สึกเป็นอยู่ที่ดีในความสัมพันธ์กันกับที่ว่างที่ครอบครอง

แนวคิดในการตกแต่งภายในแบบ Metabolism และคลื่นลูกใหม่ของสถาปัตยกรรมพอเพียงแบบญี่ปุ่น (Japanese New Wave Minimalist Architecture) มีสิ่งเกี่ยวข้องกับคำจำพวกนี้คือ
serene -- ความสงัด
geometric -- เรขาคณิต
empty -- ความว่างเปล่า
tranquil -- ความสงบ(ด้วยจิตสมาธิ)
แนะนำ URLs ที่เกี่ยวข้องกับงานของ Tadao Ando ซึ่งเสนอผลงานที่ไม่ธรรมดา โดยเฉพาะงานออกแบบที่สำคัญสองงานคือ, "Church of the Water" และ "Church of the Light."
http://bluegrass.rs.itd.umich.edu/~ajtzang/Ando/ando.html

Tadao Ando: เจ้าแห่งสถานที่ลึกลับ นิตยสารตกแต่งภายในและทางออนไลน์เอ่ยถึงสิ่งนี้ Tadao Ando ได้รับรางวัล Pritzker Prize ทางสถาปัตยกรรมในปี 1995 บรรยายถึงถึงวิธีการผสมผสานในงานของ Ando ในแง่ประโยชน์ของ คอนกรีต กระจก และโลหะ เพื่อสร้างความสุนทรีย์อันทำให้เกิดความประทับใจในความเหงียบของสภาพแวดล้อม
http://www.isdesignet.com/isdesignet/Magazine/Sep

บทความสั้นๆเกี่ยวกับ Tadao Ando: เจ้าของรางวัล Pritzker Architecture Prize บรรยายถึงปัจจัยที่กระตุ้นในการออกแบบของ Ando พร้อมข้อสังเกตถึงอิทธิพลที่เกี่ยวข้องกับการออกแบบของเขา เช่น ธรรมชาติของกำแพง ความสำคัญของแสงสว่าง ที่ให้การรับรู้ที่น่าสนใจสำหรับศิลปิน
http://www.pritzkerprize.com/ppg7.htm

สื่อออนไลน์ทางอิเล็กโทนิค ที่บริการบทความเกี่ยวกับงานของ Ando Http://pages.prodigy.net/arkyt/andosa.htm
1999-2003, The Art and Culture Network
Tadao Ando
Pritzker Architecture Prize Laureate 1995
คำสรรญเสริญเกียรติคุณของ the Pritzker Jury
Tadao Ando เป็นสถาปนิกที่หายาก ในการรวมเอาศิลป์และความรู้สึกสัมผัสที่ชาญฉลาดให้เป็นหนึ่งเดียวกันสำหรับอาคาร ทั้งขนาดใหญ่และขนาดเล็กที่ทำให้เกิดแรงดลใจ วิสัยทัศน์ภายในของเขา ไม่สนใจแนวคิดของรูปแบบหรือสำนักใดๆที่เป็นอยู่ขณะนั้น หากแต่สร้างสรรค์อาคารให้เกิดรูปทรงที่สัมพันธ์กับวิถีชีวิตที่นั่น

ในยุคที่สถาปนิกส่วนมาก เริ่มทำงานงานอาชีพอย่างเอาเป็นเอาตาย Ando บรรลุความสำเร็จกับงานหลักในประเทศของตนคือญี่ปุ่น ที่แตกต่างออกไป ทำงานกับคอนกรีตที่เรียบดุจผ้าไหม Ando สร้างสรรค์ที่ว่างโดยใช้กำแพง ซึ่งเขากำหนดให้เป็นองค์ประกอบพื้นฐานของสถาปัตยกรรม แต่ให้คุณภาพที่ดีเยี่ยม นอกจากนั้น เขาใช้ วัสดุ และ องค์ประกอบของเสา กำแพง และเส้นโค้งอย่างสม่ำเสมอ ด้วยการรวมสิ่งเหล่านี้ในวิธีที่แตกต่างกัน ให้ผลงานที่เร้าใจและมีพลัง ความคิดในการออกแบบและการเลือกใช้วัสดุ เชื่อมโยงกับสุนทรียภาพของความคิดทันสมัยแบบสากลกับวัฒนธรรมของญี่ปุ่น ความเข้าใจและการทุ่มเทให้ของเขาต่อศิลปหัตถกรรมเป็นสำคัญ ช่วยส่งเสริมคุณลักษณะของความเป็นช่างเท่าๆกับความเป็นสถาปนิก

เขาบรรลุความสำเร็จเฉพาะตน ในการรื้อฟื้นความเป็นเอกภาพระหว่างบ้านและธรรมชาติ ด้วยการใช้รูปทรงทางเรขาคณิตขั้นพื้นฐานที่สุด เขาสร้างหน่วยชีวิตอิสระที่เปลี่ยนแปลงตามความเปลี่ยนแปลงของแสงสว่าง ไกลเกินจากการได้นามธรรมทางความคิดในการออกแบบ สถาปัตยกรรมของเขาเป็นสิ่งสะท้อนพื้นฐานหนึ่งของกระบวนการสร้างบางสิ่งบางอย่างที่เกี่ยวกับสถานที่อยู่เพื่อการดำรงชีวิต
สถาปัตยกรรมของ Ando เป็นการรวบรวมอย่างมีศิลป์สำหรับที่ว่างและรูปทรงให้เกิดความน่าฉงนสนเท่ห์ ไม่สามารถทำนายได้ในชั่วขณะ เมื่อเดินผ่านเข้าไปในอาคารที่เขาออกแบบ เขาปฏิเสธการผูกติดกับธรรมเนียมปฏิบัติ เป็นแบบฉบับของการสื่อถึงทัศนะส่วนตัวต่อโลกที่เกิดจากแรงบันดาลใจของเขาโดยตรง
รางวัล The Pritzker Architecture Prize ให้เป็นเกียรติแก่ Tadao Ando ไม่เพียงกับงานที่เขากระทำไว้ แต่กับโครงการในอนาคต เพื่อให้ตระหนักต่อการเสริมคุณค่าของศิลปะและสถาปัตยกรรมต่อๆไปด้วย
Thoughts On Tadao Ando
by ....Kenneth Frampton

(Ware Professor of Architecture, The Graduate School of Architecture Planning and Preservation
Columbia University, New York)

หลังจากการฝึกฝนงานช่างไม้ของชาวญี่ปุ่น และการศึกษาอิสระด้วยตนเอง จากการท่องเที่ยวในเอเซีย ยุโรป และทวีปอเมริกา Tadao Ando เป็นที่รู้จักของสาธารณะจากงานออกแบบเล็กๆ คือ Azuma house ที่ปรากฏในเมือง Sumiyoshi ในปี 1976 ซึ่งได้รางวัลของสมาคมสถาปนิกญี่ปุ่น บ้านอยู่อาศัยสองชั้นนี้ เหมือนห้องชาวกรีกโบราณแทรกอยู่ในแถวของบ้านที่มีระเบียงทั่วๆไป บ่งชี้ถึงหลักการสถาปัตยกรรมสำคัญของ Ando แนวคิดเบื้องต้นในการสร้างสรรค์หน่วยชีวิต ที่เกิดขึ้นท่ามกลางชุมชนที่วุ่นวายของโลกสมัยใหม่ช่วงหลัง นี่เป็นกลยุทธ์หนึ่ง ที่เข้าเสนอไว้ "ใช้กำแพงเอาชนะกำแพงด้วยกัน" [1]

จากนั้นมา แนวคิดนี้ส่งผลต่อมาให้เกิดบ้านคอนกรีตเป็นชุดๆ แต่ละหลังจะเน้นไม่อย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น ลานกลางบ้าน (atrium) โดยเฉพาะงานออกแบบบ้าน Matsumoto และ Ishihara ของเขาในช่วงปลายของปี 1970s ที่สร้างชานเมือง Osaka. บ้านหลังแรกเน้นที่ลานหน้าเปิดออกสู่ป่าสงวน หลังที่สอง เป็นที่พักอาศัยคอนกรีต ไม่มีหน้าต่างวางล้อมลานกลางตรงส่วนบนทั้งสามด้าน ลักษณะเฉพาะต่างๆของบ้านสามชั้นเล็กๆนี้ สร้างเป็นไวยากรณ์พื้นฐานในหลักการออกแบบของ Ando อันประกอบด้วยสิ่งแรก คือ ประโยชน์ของการใช้คอนกรีตหล่อกับที่อันเป็นปรกตินิสัยจากภายในและภายนอก ถ้าไม่เป็นกำแพงล้อมรอบก็มักตั้งเป็นลำพังอิสระ ร่วมกับแผ่นกระจกหรือไม่ก็ผนังบล็อกแก้ว กรอบเป็นโลหะทาสีเทา
เห็นได้ชัดว่ามีอิทธิพลของ Louis Kahn และ Le Corbusier พอๆกัน Ando รื้อฟื้นธรรมเนียมญี่ปุ่นผ่านการผสมผสานตามวิธีการจัดสัดส่วนของผนัง shoji ในห้อง Ishihara tatami ตามแบบบ้านญี่ปุ่นโบราณ สะท้อนออกมาในลักษณะของกรอบโลหะหน้าต่างกระจกที่เปิดออกสู่ลานกลาง นอกเหนือจากการสะท้อนระหว่าง shoji และบล็อกแก้วที่บรรจุปิดไว้ตอนบน
บ้านที่เขาออกแบบส่วนมากตั้งอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ เหมือนเช่นบ้านสองชั้น Koshino House ที่สร้างในป่าสนของ Ashiya ทางตอนเหนือของเมือง Kobe ในปี 1981 Ando จัดล้อมลานกลางเชื่อมออกไปสู่ภูมิทัศน์โดยรอบบริเวณ สัญญาณนี้บ่งบอกถึงการสะท้อนวัฒนธรรมชาติอื่น ผ่านบันไดที่กว้างขวาง เชื่อมลานกลางกับทางเข้าต่อไปยังสวน ตั้งอยู่บนไม่ด้านใดด้านหนึ่งของเนินแคบชันของสถานที่ตั้ง ลักษณะเช่นนี้ เป็นการรวมกันด้วยหน้าต่างช่องแคบสูงบนผืนกำแพงคอนกรีต ดูคล้ายลักษณะสถาปัตยกรรมที่ปรากฏของ Luis Barragan เป็นการใช้ประโยชน์ของแสงตรงจุดกลางเหนือศรีษะในห้องพักผ่อน บทบัญญัติสำหรับบ้านหลังนี้ ยังสืบไปถึงการเพิ่มค่าด้วยลักษณะที่ปรากฏผ่านวัฒนธรรม เช่น โต๊ะรับประทานอาหารถาวร เหมือนพื้นที่เปลี่ยนระดับ สามารถใช้กับการรับประทานอาหารแบบนั่งกับพื้นของชาวเอเซีย หรือใช้เป็นม้านั่งได้ตามโอกาส อย่างไรก็ตาม ยังบ่งบอกความเป็นญี่ปุ่นอีก ด้วยโครงเสาลอยสำหรับห้องนอนด้านทิศตะวันตก หลังคาแบนมีลูกกรงเหล็กเป็นแบบวัฒนธรรมของสวนแห้งๆ มีหน้าต่างทางเดินเป็นช่องแคบๆภายใน สร้างบรรยากาศของห้องมืดแบบประเพณีนิยม ที่ปรากฏในงานนิพนธ์ของ Jun 'ichiro Tanizaki's ชื่อ In Praise of Shadows of 1933.[2]
กระนั้นก็ตาม เขาเน้นธรรมชาติ ให้เกิดเป็นคุณค่าของรูปแบบสถาปัตยกรรม แนวคิดของ Ando เกี่ยวกับธรรมชาติ บ่อยครั้งหันเหไปทางทำให้ประจักษ์เกินที่จะกล่าวได้ ในขอบเขตอันลึกลับ ทำเสมือนผู้เลื่อมใสลัทธิถือผี ซึ่งเขากล่าวไว้ในปี 1982 ความว่า..

"สิ่งนี้ คือ แสงสว่างและลม ในความหมายที่มันทำให้เกิดการตัดเอาสิ่งที่เกิดขึ้นภายในของบ้านออกจากโลกภายนอก การแบ่งแยกแสงสว่างและอากาศออกเป็นส่วนแตกย่อยๆ คือโลกของธรรมชาติทั้งมวล รูปแบบที่ผมสร้างขึ้นได้เปลี่ยนแปลงความหมาย ผ่านองค์ประกอบขั้นพื้นฐานของธรรมชาติ (แสงสว่างและอากาศ) บ่งชี้นำสู่เส้นทางของเวลาและการเปลี่ยนแปลงของฤดูกาล" [3]
จำนวนสถาปัตยกรรมของ Ando ขยายกว้างขึ้นในกลางปี 1980s คืองานที่เกี่ยวกับการออกแบบชุมชนขนาดใหญ่สองงาน Rokko Housing สร้างบนพื้นที่เนินเขา ซึ่งแต่ก่อน ไม่สามารถสร้างได้ มองออกไปเห็นอ่าว Kobe และกลุ่มอาคารสูงแปดชั้น ซึ่งรู้จักกันในชื่อ Festival ที่สร้างแล้วเสร็จตรงใจกลางเมือง Naha, Okinawa ในปี 1984 งานแรกได้อิทธิพลจาก Le Corbusier's Roq et Rob terrace housing ในปี 1949 อย่างเห็นได้ชัด งานที่สอง ทำให้หวลคิดถึงกล่องสี่เหลี่ยมสูงเจ็ดชั้น หุ้มห่อด้วยผืนกำแพงปิดบังสภาพโดยรอบที่วุ่นวายของเมืองทุกๆด้าน ภายในโครงสร้างคอนกรีตขนาดเจ็ดช่วงเสาจตุรัสนี้ Ando จัดเรียงซ้อนชั้นที่ว่างเปิดโล่งสำหรับการค้า เสริมด้วยช่องแสงสว่างแคบตรงกลางที่รวมสิ่งจำเป็นของการสัญจรทางตั้ง เช่น บันไดแบบปรกติ และบันไดเลื่อน เป็นต้น ในทุกอาคารของ Ando ทุกสิ่งขึ้นอยู่กับวิธีการให้แสงสว่างและอากาศผ่านสู่เปลือกที่ว่างที่ปิดล้อม แสงจะส่องผ่านผิวที่ห่อหุ้ม สร้างการเปลี่ยนแปลงขึ้นภายในของโครงสร้าง
ระหว่างปี 1985-1988 Ando พบว่างงานออกแบบอาคารสี่หลัง ทำให้เขากลายเป็นสถาปนิกที่รู้จักกันทั่วโลก สามในสี่อาคารนี้ เป็นอาคารเกี่ยวกับศาสนาหรือพระ - ที่เรียกว่า Rokko Chapel และโบถส์สำหรับแสงสว่าง และโบถส์สำหรับน้ำ (the churches of the Light and the Water) ในขณะที่งานอันที่สี่คือ พิพิธภัณฑ์สำหรับเด็กที่เมือง Hyogo แสดงให้เห็นการรวมกันกับภาพที่ตื่นตาตื่นใจของสถานที่ กลายเป็นอนุสรณ์สถานโดยรวม บนความเรียบง่ายที่สุด อาคารแต่ละหลังมีสถานะภาพของตนเองบนเรื่องราวความแตกต่างของแสงสว่าง น้ำ ลม และลักษณะพื้นดิน บนวิธีการออกแบบที่แตกต่างกันด้วย
ในบทแรกของชุดการออกแบบ the Rokko Chapel แปลงรูปโฉมของอาคารเดิม Christian basilica ด้วยการเพิ่มระเบียงกระจก (a glazed loggia) ตีความตามแนวคิดทางประเพณีนิยม torii ที่ใช้กับวัดญี่ปุ่น โบถส์อันที่สองสำหรับการแต่งงาน เป็นการทำความพอเพียงใหม่ให้กับโบถส์เดิม Kaja and Heikki Siren's Otaniemi church ที่สร้างในปี 1968 อย่างไรก็ตาม ไม่เหมือนความพอเพียงแบบนอร์เวย์ (minimalist Nordic) บนเรื่องราวของอิฐและโครงสร้างไม้ โบถส์บนน้ำ สามารถสะท้อนภาพของสัญลักษณ์แห่งอำนาจ ผ่านวิธีการที่ง่ายๆ คือ การใช้สิ่งเร้าด้วยเครื่องหมายไม้กางเขนในแบบสามมิติ บ่งบอกการรวมกลุ่มทั้งสี่ด้านของเรือนกระจก belvedere ซึ่งหมายถึงโลกทั้งสี่โลกในอดีต Ando วางกฏเกณฑ์ในการสร้างตัวโบถส์ประจันหน้ากับสายน้ำที่ไหลผ่านอย่างช้าๆตามร่องน้ำไปสู่พื้นดินด้านล่าง Ando อาจใช้หลักการเดียวกันนี้กับอาคาร Children's Museum ของเขา เช่น แผ่นผืนน้ำตื้น ไหลผ่านพิพิธภัณฑ์ลงไปรวมกับบ่อเก็บน้ำด้านล่างโดยมีภาพภูเขาอยู่เบื้องหลัง สิ่งล่าสุดนี้ สะท้อนการหยิบยืมเอาฉากในประเพณี Shakkei ทำให้อาคารกลายเป็นส่วนหนึ่งของภูมิทัศน์ธารน้ำทั้งหมด บ่อน้ำใหญ่สุดสายตา เข้ากันกับทางเดินที่สร้างมิติสถาปัตยกรรม บนความคดเคี้ยวตามสภาพของที่ตั้ง บนทางแยกที่เชื่อมโยงพิพิธภัณฑ์กับสถานที่เจริญสมาธิ และศูนย์ฝึกงานช่างฝีมือที่ไกลออกไป นี่เป็นการลวงตาที่ได้มาจากโลกเก่าของ Crete ในบริเวณวิหาร Shinto ของญี่ปุ่น
สุดท้ายในงานออกแบบโบถส์แห่งแสงสว่าง (the Chapel of the Light) ที่ Ibaraki เป็นตัวอย่างของความอ่อนน้อมถ่อมตน และการตรึกตรองด้วยความสุขุม ประกอบด้วยห้องอาบน้ำ (basilica) ที่เรียบง่าย เป็นเสมือนก้อนปริซึมคอนกรีตที่เพิ่มให้กับความเป็นศาสนาที่เป็นอยู่เดิม สิ่งที่สะท้อนให้เห็นอีกสิ่งหนึ่งคือ ช่องเจาะเป็นรูปร่างของกางเขน ขยายแผ่นผืนกำแพงด้านหลังแท่นบูชา แปลงรูปสัญลักษณ์ของไม้กางเขน เป็นรูปบูชาเชิงนามธรรม ที่ขัดกับหลักของศีล (ความเที่ยง) โดยการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นภายในจากบทแสดงของแสงสว่าง
เมื่อมองงานของ Ando ย้อนกลับไปราวยี่สิบปีที่แล้ว จำนวนราวหกสิบงานที่ยอมรับกัน มีน้อยกว่างานในสองทศวรรษนี้ สถาปัตยกรรมของเขาเห็นได้ชัดว่า ไม่ต่างจากบทกวีที่กล่าวขวัญถึง ความเป็นจริงที่ต่อต้านกับยุคความเชื่อในเทคโนโลยี เหมือน Auguste Perret ก่อนหน้าเขา แต่ในแง่จิตวิญญาณที่แตกต่างกัน Ando ใช้คอนกรีตราวกับว่าเป็นสีสรรที่ไม่สมบูรณ์ในยุคของเรา ด้วยข้อยก เว้นเล็กน้อย เขาใช้มันเป็นส่วนผสมจากสิ่งที่ต้องทำทั้งหมด เพื่อรับรองสิ่งปรากฏในแง่เทวะวิทยาในงานของเขา สิ่งนี้ บวกกับหลักเรขาคณิตเป็นตัวผูกเอาปรากฏการณ์ที่มีอยู่ รวมเข้าเป็นบทเรื่องราวในสถาปัตยกรรมของเขา ให้ความรู้สึกที่ตื่นตัวของความเป็นตัวตน ดังที่เขาเขียนไว้ว่า

"ร่างกายบ่งบอกถึงความเป็นโลก ในทำนองเดียวกัน ร่างกายก็ถูกกำหนดโดยโลกเช่นกัน เมื่อ "ตัวผม" รับรู้คอนกรีตเป็นบางสิ่งที่เย็นและแข็ง "ตัวผม" ระลึกได้ว่า ร่างกายก็เป็นบางสิ่งที่อุ่นและนุ่ม ด้วยวิธีการนี้ ร่างกายเป็นความสัมพันธ์ที่เคลื่อนไหวกับโลก กลายเป็น Shintai เป็นเพียง Shintai อย่างเดียวในแง่ความรู้สึกที่สร้างขึ้น หรือเข้ากันได้กับสถาปัตยกรรม Shintai ในแง่ความตระหนักรู้ถึงตัวตนที่ตอบสนองกับโลก" [4]
ทั้งหมดนี้ แสดงถึงคุณสมบัติเฉพาะของงานคอนกรีตสำหรับ Ando ซึ่งขึ้นอยู่ไม่เพียงกับช่องว่าง ของการเสริมกำลังในการหล่อ ที่เอาใจใส่ในปัญหาการสั่นสะเทือน ซึ่งเห็นได้ชัดและปรกติในโครงสร้างไม้ สิ่งนี้กลายเป็นการรับเอามาจากงานช่างไม้ญี่ปุ่นที่เป็นประเพณีนิยมกัน ซึ่ง Ando มีส่วนได้รับการฝึกฝนมาก่อน จากงานโครงสร้างของศาลาญี่ปุ่นที่เป็นไม้ทั้งหมด ซึ่งเขาได้ทำให้ประจักษ์แจ้งในงานออกแบบ the Seville World Exhibition of 1992 ที่ประเทศสเปน มันมีสีสรรบวกกับความสามารถสร้างภาพบทกวีขึ้นภายในของเขา อันทำให้งานของเขาโดดเด่นออกมา ความคิดในแง่ภูมิทัศน์ซึ่งไม่เคยนำเสนอออกมาอย่างเด่นชัด เหมือนเช่นงานของเขาในปัจจุบัน เช่น Chikatsu-Asuka Tumuli Museum สร้างขึ้นเป็นส่วนหนึ่งของสถาบันศิลปะของเมือง Osaka
Ando กลายเป็นสถาปนิกสมัยใหม่โดยทันที และถูกจัดให้เป็นผู้เสริมต่อบางสิ่งที่เป็นสิ่งพ้นสมัยไปแล้ว ในโลกที่ละทิ้งในทุกความทรงจำ ที่ยึดติดกับช่วงเวลาก่อนความก้าวหน้าของเครื่องจักรกล ซึ่งกลายเป็นสิ่งที่ติดตามล้างผลาญกันอยู่ในปัจจุบัน เหมือนกับ Brancusi ซึ่งปรารถนาความทันสมัยที่เหนือธรรมชาติ มีความเป็นวัตถุนิยมในแง่ของการใช้แสงสว่างจนถึงคอนกรีต คู่ขนานกับเหล็กขัดผิวของ Brancusi จนเปลี่ยนความแข็งทื่อ กลายเป็นความนุ่มนวลเยี่ยงผ้าไหม มันเป็นความรู้สึกหนึ่งของความฟุ่มเฟือยที่แย้งกัน และนอกเหนือจากสิ่งที่เกิดจากเครื่องมือพิเศษของวิทยาศาสตร์เท็คโนโลยี ที่ใช้ในการทดสอบขณะนั้น
บันทึกแนบท้าย:
[1] Tadao Ando, "The Wall as Territorial Delineation," The Japan Architect, June 1978, pp 12 & 13.
[2] Jinichiro Tanizaki, In Praise of Shadows translated by Thomas J. Harper & Edward G. Sidensticker, Leete's Island Books, New Haven, CT 1977.
[3] Tadao Ando, "From Self Enclosed Modern Architecture Towards Universality," The Japan Architect, May 1992, p 9.
[4] Tadao Ando, "Shintai and Space," Precis 7. The Journal of the Columbia University Graduate School of Architecture, Planning and Preservation, Rizzoli 1986, sec. 16.
Tadao Ando
Pritzker Architecture Prize Laureate 1995
...เกี่ยวกับ Tadao Ando

Tadao Ando แห่ง Osaka, Japan คือชายคนหนึ่ง ผู้ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างสุดยอดในประเทศของตนเอง ในช่วงสองสามปีที่แล้ว เขาได้จุดประกายของพลังทางวัฒนธรรมขึ้นในโลกได้สำเร็จ ในปี 1995, the Pritzker Architecture Prize ได้จัดงานสดุดีเขาขึ้นภายในกำแพงของ the Grand Trianon Palace ที่เมือง Versailles, France. มีน้อยคนในโลกสถาปัตยกรรมที่ไม่รู้จักงานของเขา งานที่เป็นคอนกรีตอัดแรงเป็นวัสดุหลัก สร้างที่ว่างโดยวิธีการใหม่ที่โดดเด่น เปลี่ยนแปลงไปตามเงื่อนไขของแสงสว่างและกระแสลม เกิดขึ้นภายในโครงสร้างอาคารทั้งหมดของเขา จากบ้าน อาคารชุดพักอาศัย จนถึงสถานที่เคารพสักการะบูชา พิพิธภัณฑ์สาธารณะ และศูนย์การค้าต่างๆ
"ในงานของผมทั้งหมด แสงสว่างเป็นเหตุปัจจัยสำคัญอันหนึ่ง" Ando กล่าว... "ผมสร้างสรรค์ที่ว่างปิดล้อมด้วยวิธีการใช้กำแพงคอนกรีตที่หนา เหตุผลสำคัญ คือสร้างสถานที่สำหรับเฉพาะบุคคล เป็นส่วนหนึ่งสำหรับพวกเขาในสังคม เมื่อปัจจัยภายนอกของสภาพแวดล้อมของเมือง ต้องการกำแพงที่ปราศจากช่องเปิด ภายในจำต้องเต็มเปี่ยมด้วยความพึงพอใจ"

เกินเลยต่อไปในเรื่องราวของกำแพง Ando เขียนไว้ว่า "ในหลายๆครั้ง ที่กำแพงสะท้อนอำนาจขวางกั้นความรุนแรง มันมีอำนาจแบ่งที่ว่าง เปลี่ยนลักษณะของสถานที่ และสร้างสรรค์อาณาจักรใหม่ กำแพงเป็นองค์ประกอบพื้นฐานที่สุดของสถาปัตยกรรม และสามารถเสริมคุณค่าของงานได้ดีที่สุด"

สำหรับงานออกแบบ Raika Headquaters Building, interior,
Osaka, Japan
Ando เสริมต่อไปว่า "สิ่งทั้งหลาย เช่น แสงสว่างและลม จะมีความหมายก็ต่อเมื่อนำมันเข้ามาใช้ในบ้าน ในรูปแบบที่ตัดขาดจากโลกภายนอก ผมสร้างสรรค์กฎระเบียบของสถาปัตยกรรมโดยใช้เรขาคณิตเป็นพื้นฐาน เช่น สี่เหลี่ยมจัตุรัส วงกลม สามเหลี่ยม และสี่เหลี่ยมผืนผ้า ผมพยายามใช้ให้มันเกิดพลัง เสมือนตัวผมเองเป็นอาคารนั้น เพื่อฟื้นฟูเอกภาพระหว่างบ้านและธรรมชาติ (แสงสว่างและลม) ซึ่งสูญหายไปกระบวนการความเป็นสมัยใหม่ของบ้านชาวญี่ปุ่น ในช่วงเวลาที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของยุคห้าสิบและหกสิบปีที่แล้วมา"

ในวารสาร Progressive Architecture John Morris Dixon เขียนไว้ในปี 1990 ความว่า.......... "เรขาคณิตสำหรับแผนผังภายในของ Ando ส่วนมากจะเกี่ยวกับรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ถูกตัดผ่านด้วยกำแพงโค้งหรือเฉียงเป็นมุม มองแรกๆจะเด็ดขาดและเป็นนามธรรม ต่างจากอะไรที่คนสามารถเห็นได้ในอาคารธรรมดาทั่วไป คือ ที่ว่างที่ปรับแต่งอย่างเอาใจใส่สำหรับการครอบครอง" นอกจากนั้น เขายังอธิบายต่อไปว่า งานออกแบบของ Ando เป็นลัทธิการลดทอน (reductivist) แต่ "...แต่ผลงานไม่ได้ลดความรู้สึกในคุณค่าให้เสียไป ยิ่งกว่านั้น ความข่มใจทั้งหมดของเขา มุ่งเน้นให้เราเอาใจใส่กับความสัมพันธ์ที่กว้างขวางในปริมาตรโดยรวม บนการเลื่อนไหลของแสงสว่างไปตามกำแพงและพิธีการที่เขาพัฒนาการมันขึ้นมา"

ในวัยเด็ก เขาใช้เวลาส่วนใหญ่ในทุ่งกว้างและตามท้องถนน จากวัยอายุ 10 ถึง 17 เขาง่วนอยู่กับการทำหุ่นจำลองไม้สำหรับ เรือ เครื่องบิน และงานทำแบบหล่อ เพื่อเรียนรู้วิชาช่างจากช่างไม้ ซึ่งมีร้านตั้งอยู่ฝั่งถนนตรงข้ามบ้านของเขา หลังการยุติที่จะเป็นนักมวย Ando เริ่มการศึกษาด้วยตนเอง จากการฝึกฝนงานกับหลายๆคนที่เป็นนักออกแบบ และนักวางผังเมืองในช่วงเวลาสั้นๆ "ผมไม่เคยเป็นนักเรียนที่ดีเลย ผมชอบการเรียนรู้ด้วยตนเองนอกห้องเรียน เมื่อผมอายุ 18 ปี ผมเริ่มต้นด้วยการไปเที่ยวดูวัด วิหาร และโรงน้ำชา ในเมือง Kyoto และ Nara ซึ่งมีสถาปัตยกรรมแบบโบราณมากมาย ผมศึกษาสถาปัตยกรรมโดยการไปเห็นอาคารจริง และอ่านหนังสือที่เกี่ยวกับมัน" เขาไปทัศนะศึกษาที่ยุโรปและสหรัฐอเมริกาในยุคหกสิบ เพื่อทัศนาและวิเคราะห์อาคารที่ยิ่งใหญ่ของอารยธรรมตะวันตก ร่างภาพรายละเอียดต่างๆบันทึกไว้ในสมุด ซึ่งยังคงติดตัวไว้เสมอในการเดินทางของเขาทุกวันนี้

ประมาณเวลาในช่วงเดียวกัน Ando อ้างถึงสิ่งที่เขาค้นพบหนังสือเก่าที่เกี่ยวกับ Le Corbusier ในเมือง Osaka เขาต้องเก็บออมเงินเป็นสัปดาห์เพื่อซื้อมัน เมื่อเป็นเจ้าของมันแล้ว Ando กล่าวว่า "ผมคัดลอกแบบงานของเขาในช่วงแรกๆตั้งหลายครั้งหลายหน จนหน้ากระดาษเหล่านั้นกลายเป็นสีดำ ในใจของผม บ่อยครั้งที่ประหลาดใจว่า Le Corbusier คิด อย่างไรกับงานนั้นๆ" หรือเป็นเพราะ เมื่อเขาไปเมือง Marseilles Ando โดยไม่ลืมไปดูงาน Corbu's Unite d'Habitation ซึ่งเขาประทับใจกับการใช้คอนกรีตได้อย่างมีชีวิตชีวา แม้ว่าคอนกรีต (พร้อมกับกระจกและเหล็กด้วย) เป็นวัสดุที่โปรดปรานของ Ando แต่เขาก็ใช้ไม้ในงานโครงการแม้จะน้อยก็ตาม เช่น the Japan Pavilion for Expo '92 ในประเทศสเปน

Japan Pavillion, Expo '92,
Sevilla, Spain

วัสดุคอนกรีตสำหรับงานของ Ando มักอ้างกันว่า "ราบเรียบราวกับผ้าไหม" เขาอธิบายว่าคุณภาพของการก่อสร้าง ไม่ได้ขึ้นอยู่กับส่วนผสมของมัน หากแต่ขึ้นอยู่กับแบบที่หล่อคอนกรีตนั้น และเป็นเพราะว่า "สถาปัตยกรรมไม้แบบโบราณของชาวญี่ปุ่น เป็นงานของช่างไม้ที่มีฝีมือสูง" งานไม้แบบ ซึ่งหารูน้ำรั่วออกตรงรอยต่อได้ยาก การป้องกันน้ำเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะไม่อย่างงั้น หากมีรูปรากฏผิวคอนกรีตก็จะแตก

งานไม้แบบหล่อ หรือหน้าต่างไม้ (ที่ชอบเรียกกันในญี่ปุ่น) มักทาน้ำมันวานิช เพื่อให้ได้ผิวคอนกรีตออกมาเรียบราวกับผ้าไหม แม้แต่ช่องว่างที่ทำเป็นรูไว้ในคอนกรีต กลายเป็นสัญลักษณ์หรือตราประทับที่รู้กันในงานคอนกรีตของ Ando ทั้งงานโครงสร้างและผิว ไม่เคยปรับแต่งหรือฉาบผิวใหม่อีกเลย

แม้ Ando หลงไหลกับคอนกรีต ซึ่งไม่ใช่ธรรมเนียมปฏิบัติของคนญี่ปุ่นกับอาคารมาก่อน "บ้านของคนญี่ปุ่นส่วนมากสร้างด้วยไม้และกระดาษ" เขาอธิบาย "รวมทั้งบ้านผมเอง ที่ผมอยู่มาตั้งแต่เด็ก มันเหมือนถ้ำของผม ผมมีความสุขสบายเมื่ออยู่ที่นั่น" เขาอธิบายต่อไปอีกว่า เขาเคยเป็นแฝดผู้พี่ เมื่อเขาอายุสองขวบ เขาได้รับการเลี้ยงดูจากยาย ซึ่งตั้งชื่อเขาว่า Ando แรกๆพวกเขาอาศัยอยู่ใกล้ท่าเรือ Osaka ก่อนที่จะย้ายมาอยู่ในที่ปัจจุบัน

Ando ชื่นชอบงานฝีมือของช่างไม้ เขาอธิบายสาเหตุไว้ว่า "ผมใช้เวลามากช่วงเป็นเด็ก เฝ้าสังเกตร้านทำงานไม้ตรงข้ามฝั่งถนนหน้าบ้านที่เขาเติบโตมา ทำให้ผมสนใจงานแกะสลักรูปด้วยไม้ จากสายตาที่คอยจดจ้องและเต็มไปด้วยความรู้สึก ผมเฝ้ามองต้นไม้เติบโตและเปลี่ยนแปลงเมื่อโดนแสงแดดส่อง อันจะทำให้คุณภาพของท่อนไม้ที่ตัดมาใช้เปลี่ยนไป ผมจึงเข้าใจความสมดุลป์อย่างแท้จริงระหว่างรูปทรงและวัสดุที่สร้างมันขึ้นมา ผมมีประสบการณ์ ต่อความกระวนกระวายภายในใจ ที่มนุษย์จำต้องทำรูปทรงให้อุบัติขึ้นมาให้ได้"

Ando กล่าวต่อ.. "ต่อมา ผมค่อยสนใจสถาปัตยกรรมมากขึ้นทีละน้อย เพราะมันทำให้การพิจารณาที่เป็นไปได้ ในเรื่องความสัมพันธ์ที่คุ้นเคยกันระหว่างวัสดุกับรูปทรง และระหว่างปริมาตร(ของที่ว่าง)กับชีวิตมนุษย์ จุดประสงค์ในการออกแบบของผม เพื่อสร้างทฤษฎีสถาปัตยกรรมของผมเอง ให้มีส่วนของความหมายที่สูงค่าของที่ว่าง ผ่านองค์ประกอบที่เป็นธรรมชาติ และบนทุกความคิดในชีวิตประจำวัน หรือในอีกนัย ผมพยายามอ้างถึงรูปทรงที่ตายตัวและวิธีการที่จัดองค์ประกอบของชีวิตที่จะดำรงอยู่ในที่ว่าง ในขอบเขตของสังคมที่หยิบยื่นให้ไว้ แกนหลักในความคิดของผมคือ การเลือกคำตอบต่างๆสำหรับปัญหาเหล่านี้ ที่เป็นทฤษฎีสถาปัตยกรรมเฉพาะตนสำหรับผม บนระเบียบของเรขาคณิตขั้นพื้นฐานของรูปทรงที่ง่ายๆ ในความคิดของผมที่เกี่ยวกับชีวิตและอารมณ์ของผมเยี่ยงคนญี่ปุ่น"

Naoshima Contemporary Art Museum,
Kagawa, Japan


ขณะที่เขาฉลองวันเกิดครบอายุ 54 ปี ในวันที่ 13 กันยายน ผลงานของเขาไม่เพียงแต่มีบันทึกของรางวัล the Pritzker Architecture Prize เท่านั้น ซึ่งแสดงถึงเกียรติที่เขาได้รับสูงสุดทางด้านอาชีพ แต่ยังรวมถึงเหรียญทองจากบัณฑิตสภาของฝรั่งเศษ รวมทั้งเหรียญอื่นๆจำนวนหนึ่งที่ได้รับการส่งเสริมเกียรติคุณจาก ฟินแลนด์ สหรัฐอเมริกา และอังกฤษ รวมทั้ง รางวัลทางด้านศิลปะและสถาปัตยกรรมจากประเทศของเขาเอง และของ Denmark's Carlsberg Architectural Prize

แม้ว่า Ando ไม่เคยได้รับปริญญาทางสถาปัตยกรรมใดเลย แต่เขาก็ได้รับเชิญเป็นอาจารย์พิเศษไปสอนในสหรัฐอเมริกา เช่น ที่สถาบันในมหาวิทยาลัย Yale, Harvard และ Columbia เขายังได้รับเชิญให้ไปบรรยายในโรงเรียนอื่นๆรวมทั้งที่มหาวิทยาลัย Princeton, Massachusetts Institute of Technology, University of California at Berkeley, Rice, และที่ University of Pennsylvania อีกทั้งมหาวิทยาลัยใน อังกฤษ ฝรั่งเศษ และประเทศอื่นๆด้วย

"ผมเกิดและเติบโตในญี่ปุ่น ผมทำงานที่นั่น" Ando กล่าว (แม้ว่าจะไปมาแล้วทั่วโลก) และขยายงานอย่างต่อเนื่อง ในปี 1969 เขาเริ่มตั้งสำนักงานในบ้านเกิดที่ Osaka ต่างจากที่คนอื่นเคยกระทำกันมาในเมือง Tokyo ซึ่งจำเป็นต่อการประสบความสำเร็จ

เขาอธิบายต่อไปว่า "ความพยายามในการออกแบบครั้งแรกของผมคือ พวกบ้านไม้หลังเล็กๆ งานตกแต่งภายใน และออกแบบเครื่องเรือน ผมไม่เคยฝึกหัดงานในสำนักงานของสถาปนิกคนใด เพราะทุกครั้งที่ผมพยายาม ผมจะโดนไล่ออกเพราะความดื้อรั้นและเจ้าอารมณ์ของผม" ลูกค้าคนแรกของเขาคือ สามีภรรยาที่มีลูกหนึ่งคน ต้องการดัดแปลงบ้านเดิมของพวกเขา หลังจากงานแล้วเสร็จ พวกเขากลับมีบ้านแฝด เพราะของเดิมไม่เพียงพอกับสมาชิกครอบครัวรวมห้าคนอีกต่อไป พวกเขากล่าวติดตลกว่า Ando ควรรับผิดชอบ ดังนั้น เขาจึงซื้อบ้านหลังนี้ทำเป็นสำนักงานของเขาต่อมา หลังจากเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอยู่หลายครั้ง ในที่สุดก็เปลี่ยนเป็นอาคารโครงสร้างคอนกรีตในปัจจุบัน

สำนักงานของ Ando ตั้งอยู่ไม่ไกลจากสถานีรถไฟ Osaka มีชั้นใต้ดินสองชั้น ชั้นเหนือดินอีกห้าชั้น เขาบรรยายความดังนี้ "ลานโล่งกลางเจาะทะลุชั้นบนทั้งห้าชั้น บันไดเชื่อมระหว่างชั้น การก้าวขึ้นช่องบันไดเวียนสองชั้นที่เหมือนห้องบรรยาย เมื่อผู้พูดใช้บันไดนี้เป็นที่ยืนบรรยายต่อผู้ฟังที่รวมกันที่พื้นแต่ละชั้น แต่ละระดับมีระเบียงแคบๆเชื่อมกับชั้นหนังสือ ชั้นสองเป็นห้องเขียนแบบ ส่วนชั้นระดับดินเป็นห้องทำงานส่วนตัวของผม และห้องประชุม" สำนักงานบริหารจัดการโดยภรรยาของเขา Yumiko Ando ผู้ซึ่งทำหน้าที่เป็นล่ามให้เขาด้วย เพื่อนสี่ขาอาศัยอยู่ที่นี่ส่วนมากคือ สุนัขของพวกเขา ชื่อ "Le Corbusier."

นอกจาก Corbusier แล้ว Ando ยังเอ่ยถึง Mies van der Rohe, Alvar Aalto, Frank Lloyd Wright และ Louis Kahn ซึ่งมีส่วนในการพัฒนางานของเขา เขาพรรณนาเมื่อคราวไปดูงานออกแบบ Imperial Hotel ดั้งเดิมของ Wright' ตอนที่เขาอายุเพียงสิบเจ็ดปี "ผมไม่เคยได้ยินเกี่ยวกับเขา ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับอาคารนี้เลย แต่ the Imperial Hotel ทำให้ผมฉงนสนเท่ห์ ดึงให้ผมเข้าไปข้างใน ผมจำทางเดินที่แคบๆและมืด มีเพดานกดต่ำนำไปสู่ห้องโถงใหญ่ มันเหมือนการเดินในถ้ำ ผมคิดว่า Wright ได้เรียนรู้ถึงความคิดสถาปัตยกรรมที่สำคัญที่สุด การในสร้างที่ว่างจากสถาปัตยกรรมของญี่ปุ่น เมื่อผมไปดูงาน Falling Water ในมลรัฐ Pennsylvania ผมพบความรู้สึกต่อที่ว่างเช่นเดียวกัน แต่มีการเพิ่มเสียงจากธรรมชาติเข้ามา เป็นสิ่งที่ผมต้องปรบมือให้"

จนในปี 1975 งานของ Ando เป็นที่กล่าวถึง เมื่องานออกแบบบ้านแถวเล็กๆในเมือง Osaka ซึ่งเรียกกันว่า Row House, Sumiyoshi (Azuma) แล้วเสร็จ จากคำพูดของเขา "บ้านเล็กหลังนี้ เป็นจุดเริ่มต้นในงานของผมต่อมา มันเป็นอาคารแห่งความทรงจำสำหรับผม เป็นสิ่งหนึ่งที่ผมชื่นชอบ บ้านหลังนี้สร้างทดแทนตรงกลางของย่านบ้านแถวเก่ากลางเมือง Osaka ความตั้งใจของผมคือ การสอดกล่องคอนกรีตเข้าไปใจกลางเพื่อสร้างสรรค์หน่วยชีวิตขึ้นภายในนั้น การจัดที่เรียบง่าย ด้วยการกระจายที่ว่าง และการแสดงที่เกิดจากแสงสว่าง บ้านตั้งชิดกับถนน ช่องโหว่ตรงกำแพงด้านหน้าเป็นทางเข้า ลานโล่งกลางเป็นศูนย์กลางของที่ว่าง ขนาบข้างด้านหนึ่งเป็นห้องพักผ่อนชั้นแรก และอีกด้านเป็นห้องครัว ห้องอาหาร และห้องน้ำ ชั้นสองเป็นห้องนอนใหญ่ด้านหนึ่ง และห้องนอนเด็กๆอีกด้านหนึ่ง"

Koji Taki นักเขียนญี่ปุ่นชั้นแนวหน้าผู้หนึ่ง แสดงความเห็นเกี่ยวกับ Tadao Ando ว่า "เป็นนักก่อสร้างมากกว่าสถาปนิก" และเสริมอีกทันทีว่า.. เขาไม่ตั้งใช้คำพูดเชิงลบ เช่นที่เขากล่าวว่า "ตรงข้ามอย่างเห็นได้ชัด ...ฉายาของ "นักก่อสร้าง" อาจอ่านเป็นคำยกย่องคำหนึ่งได้" เขายกย่องงานออกแบบบ้าน Azuma ของ Ando ว่า "คุณค่าของสถาปัตยกรรม (บ้านหลังนี้) ไม่จำเป็นต้องมาจากวิธีการออกแบบสมัยใดๆ หรือความคิดนามธรรมที่มุ่งทำสถาปัตยกรรมเพื่อค่าจ้างสำหรับบ้านหลังหนึ่งในเมือง Osaka มันมาจากวิธีการคิดเบื้องต้นสำหรับการสร้างบ้านเพื่อการมีชีวิตอยู่อาศัย Ando นำเสนอการรวมกันในศิลปะของอาคารกับศิลปะของการดำรงชีวิต" สถาปนิกร่วมอาชีพส่วนมากของAndo และนักวิจารณ์เห็นพ้องต้องกันว่า สมควรที่สมาคมสถาปนิกญี่ปุ่นมอบรางวัลประจำปีให้กับบ้านหลังนี้

Ando มักอ้างถึงคำถามที่เกี่ยวกับตนเองเสมอว่า เขามีความสุขหรือไม่? ในการเป็นสถาปนิกคนหนึ่ง "ผมสนุกกับการทำสิ่งของด้วยมือของผมเอง" เขากล่าว "แต่ผมไม่สามารถสร้างบ้านด้วยตัวผมเองได้ เมื่อผมให้แบบกับช่างไม้และช่างปูน ผมเริ่มกังวลใจ เพราะผมไม่สามารถมีส่วนร่วมในกระบวนการก่อสร้างได้"

Ando เป็นเยี่ยง ศิลปินผู้หนึ่ง มากเท่ากับช่างก่อสร้างหรือสถาปนิก แบบร่างและแบบเขียน รวมถึงสิ่งอื่นที่จัดเป็นนิทรรศการ ได้รับการยกย่องจากนักวิจารณ์ทั้งหลายไปทั่วโลก

ในแง่โครงการออกแบบนอกประเทศญี่ปุ่น ในปี 1991 เขาได้รับการขอร้องให้ออกแบบห้องแสดงงานฉากพับแบบญี่ปุ่นที่สถาบันศิลปะในเมือง Chicago ในปี 1992 งานออกแบบ Japan Pavilion for Expo ในเมือง Seville ประเทศ Spain เป็นที่ดึงดูดของผู้เข้าชม Catherine Slessor เขียนไว้ใน The Architectural Review เรียกว่าเป็นการหลอมรวมเอาความสุนทรีย์ของสถาปัตยกรรมญี่ปุ่นโบราณไว้ด้วยกันอย่างเยี่ยมยอด และยกเหนือไว้ซึ่ง "ความเชื่อมโยงกันของธรรมชาติและความงามที่เสริมแต่งขึ้น เป็นการประดิษฐ์กรรมทางวัฒนธรรมของญี่ปุ่นที่มีความเป็นเอกลักษณ์ของตนเอง"

งานออกแบบของเขาที่เกิดขึ้นในต่างประเทศล้วนๆคือ โครงการการสร้างโรงเรียนศิลปะทางตอนเหนือของอิตาลี่ สำหรับ Benetton ที่เมือง Treviso ซึ่งกำลังอยู่ในระหว่างการก่อสร้างขณะนี้ เขายังมีงานแล้วเสร็จคือ a Seminar House ที่เชื่อมต่อกับโรงงานทำเครื่องเรือน Vitra ในประเทศเยอรมันนี

การจัดงานนิทรรศการแสดงผลงานของ Ando ที่ the Museum of Modern Art ในเมือง New York ในปี 1991 ซึ่งเขาได้รับการยกย่องจากการออกโรงเป็นครั้งแรกในสหรัฐอเมริกา หนังสือพิมพ์ The New York Times เขียนโดย Paul Goldberger ทบทวนการจัดนิทรรศการ เรียกงานของเขาว่า "สิ่งวิเศษสุดอันหนึ่ง" และการทำสมาธิด้วยความคิด ที่ลึกซึ้งบนรูปทรงทางนามธรรม บนที่ว่างและแสงสว่างในด้านกายภาพ ...อาคารของเขามีอำนาจ และผูกยึดและรักษาความรู้สึกเอาไว้ได้"

Benjamin Forgey เขียนในหนังสือพิมพ์ the Washington Post ถึงงานแสดงนี้ว่า "เป็นการตั้งหลักที่มั่นคงของ Ando ที่เป็นหนึ่งในสถาปนิกที่ยังมีชีวิตอยู่ในโลก" แล้วยังต่อไปว่า "Ando ได้แสดงความสามารถที่ลึกล้ำ เชื่อมอาคารตะวันออกและตะวันตกเข้าด้วยกัน และวางแผนด้วยความคล้องจองกันของความบริสุทธิ์ด้วยสัญลักษณ์ที่ซับซ้อน ..Ando เป็นสถาปนิกแบบฉบับของญี่ปุ่นเอามากๆ แต่งานของเขาจะคงอยู่อย่างไร้กาลเวลาและเป็นสากล"

Ando อธิบายว่า "การปฏิวัติอุตสาหกรรม ทำให้การผลิตวัสดุสำเร็จรูปเป็นไปได้ รวมทั้ง คอนกรีต เหล็ก และกระจก และวิทยาการที่นำวัสดุเหล่านี้ไปใช้ในงานสถาปัตยกรรมทั่วโลก เช่นนี้ ความเป็นชาติที่เหนือความคาดหมาย ผลิตความทันสมัยเป็นสากลและมีหลักการที่เปิดเผย ผมนำศัพท์แสงเหล่านี้ไปใช้ในการรวมไว้กับรูปแบบการดำรงชีวิตที่แตกต่างกันทั่วๆไป บนความพยายามหลายอย่าง ซึ่งได้กระทำมาก่อนการเชื่อมโยงศัพท์ที่เปิดเผย กลับไปสู่ประเพณีนิยมดั้งเดิมของญี่ปุ่นในเรื่องสุนทรีศาสตร์และรูปทรงมีหลายเหตุผล รวมทั้ง รูปแบบของการดำรงชีพที่แตกต่างอย่างมากมายจากอดีตจนถึงปัจจุบัน ความพยายามส่วนมากมักล้มเหลว ความมุ่งมั่นของผม คือ การรักษาไว้ซึ่งสถาปัตยกรรมที่อยู่อาศัย แบบญี่ปุ่น ที่คุ้นเคยกับความเกี่ยวพันกับธรรมชาติโดยรอบ และการเปิดสู่โลกของธรรมชาติโดยรวม ซึ่งผมเรียกว่า การปิดล้อมแบบสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ - การรื้อฟื้นเอกภาพระหว่างบ้านและธรรมชาติ"

Church on the Water, Hokkaido, Japan

เป็นการบวกกันของแสงสว่างและเงา คอนกรีตกับเหล็ก ทิวทัศน์ และการปิดล้อมที่สมบูรณ์ เป็นเค้าโครงความคิดปรกติอย่างหนึ่งของ Ando บ้านจำนวนหนึ่ง รวมทั้งงานออกแบบอื่นของเขา ใช้ประโยชน์ของที่ว่างใต้ดิน จำนวนบ้านที่เขาออกแบบ รวมถึง Koshino House, Iwasa House, the atelier Yoshie Inaba, the Water Temple, และงานออกแบบพิพิธภัณฑ์ทั้งหลาย ทั้งหมดขยายประโยชน์การใช้ที่ว่างใต้ดิน ลักษณะอื่นๆของอาคารที่ Ando ออกแบบคือ การใช้บันได ที่ The Children's Museum at Hyogo มีทางลาดกว้างเชื่อมสระน้ำกับ ทางเข้า ที่ Chikatsu Asuka Historical Museum หลังคาทั้งหมดเป็นลานโล่งลดหลั่นเป็นระดับ ให้ความรู้สึกความเป็นเนินเขา เหมือนหลุมฝังศพสามารถมองเห็นได้ อาคาร Water Temple ของเขา ทางเข้าผ่านทางบันได ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของน้ำในสระบัว ทำหน้าที่เป็นหลังคาของห้องสวดมนต์ ต่อมาทาสีแดงสดใส ต่างจากงานอื่นปรกติซึ่งมักเป็นโทนสีเดียว

ประมาณว่าครึ่งหนึ่งของบ้าน Koshino house อยู่ใต้ดิน ประกอบด้วยพื้นที่สีเหลี่ยมผืนผ้าสองส่วนขนาดต่างกัน วางขนานกัน เชื่อมต่อด้วยทางเดิน มีลานโล่งขนาบข้าง สี่ปีหลังจากตัวบ้านสร้างแล้วเสร็จ มีการต่อเติมส่วนห้องทำงาน และทำชั้นใต้ดินแล้วเสร็จ กำหนดด้วยกำแพงโค้งหนึ่งในสี่ส่วนของวงกลม แสงสว่างเข้าทางช่องหน้าต่างกระจกแคบที่กำแพงและเพดาน บวกกับหน้าต่างกระจกบานใหญ่ของห้องพักผ่อนที่มองออกไปเห็นลานโล่งภายนอก

โครงการที่ได้รับการยกย่องที่สุดอันหนึ่งคือ the Church of the Light ที่เมือง Osaka ความเรียบง่าย เกิดจากกล่องคอนกรีต ที่เจาะช่องไว้ที่กำแพงหลังแท่นบูชา ให้แสงส่องผ่านเข้าภายในเป็นรูปไม้กางเขนที่เรืองรอง ตัดกับความมืดภายในห้องสวดมนต์ Ando กล่าวถึงโบถส์ลอยน้ำ - the Church on the Water ว่า "โดยการปักไม้กางเขนเป็นส่วนหนึ่งของสระบัว ผมต้องการแสดงออกถึงความคิดของพระเจ้า ที่สถิตอยู่ในดวงใจของทุกคน และผมต้องการสร้างสรรค์ที่ว่าง ที่ซึ่งใครสามารถนั่งและทำสมาธิได้ด้วย"

ศูนย์ร้านค้าเครื่องแต่งกายของ Time's ในเมือง Kyoto ได้รับประโยชน์จากสถานที่ตั้งบริเวณแม่น้ำ Takase ไม่ใช่ลำน้ำที่ใหญ่โต หากแต่เป็นที่ชื่นชมของคนในเมืองนั้น การเข้าถึงพวกร้านค้า ผ่านช่องทางน้ำไปสู่ลานริมน้ำระดับเดียวกันปูผิวพื้นบนมองคล้ายลานอิฐ

Rokko Housing, I and II,
an aerial view Hyogo, Japan

โครงการที่พักอาศัย Rokko Housing กลุ่มอาคารห้องพักให้เช่า ซึ่งตั้งติดกับไหล่เขาซึ่งมีทิวทัศน์สวยงามของ Osaka Bay ได้รับการพิจารณาว่าเป็นงานที่สะท้อนความคิดหลายๆอย่างของ Ando ห้องพักแต่ละหน่วยมีลักษณะเด่นแต่คล้ายคลึงกันมีขนาด 18' X 18' ส่วนแรกของโครงการมีจำนวน 20 หน่วย ส่วนที่สองสร้างเสร็จในสิบปีต่อมา บนสถานที่ตั้งชิดกันมีจำนวน 50 หน่วย "ผมคิดว่านี่เป็นงานที่สำคัญที่สุดสำหรับผม" Ando กล่าว แบบแปลนถูกจัดเตรียมไว้แล้วสำหรับการก่อสร้างส่วนที่สามของโครงการ

วิธีการในทำงานออกแบบของ Ando เกี่ยวข้องกับแนวคิดแรกเริ่มที่เขาร่างเองไว้ก่อน แล้วถ่ายทอดเป็นแบบเครือข่ายโดยผู้ร่วมงาน ซึ่งนับครั้งสูงถึงประมาณยี่สิบเครือข่ายต่อแบบในบางครั้ง "แต่ละโครงการ ถูกดำเนินการโดยคนๆคนเดียวจากกลุ่มผู้ร่วมงานของผม กับตัวผม" เขาอธิบายว่า "การทำงานเป็นกลุ่มแค่สองคน เมื่อเรามีแปดโครงการ เรามีแปดคนจากผู้ร่วมงาน และเมื่อเราเริ่มต้น เราจะไม่หยุดพักจนกว่างานจะแล้วเสร็จ บางครั้งก็มีนักศึกษาทำงานชั่วคราวมาร่วมด้วยเสมอๆ"

Thom Mayne สถาปนิกจากมลรัฐ California ไปดูงานที่ญี่ปุ่น และหลายอาคารที่ออกแบบโดย Ando เขียนไว้ในนิตยสาร Graphis ในปี 1991 ... "ผมงงงวยกับจิตใจอันเด็ดเดี่ยว แนวแน่ที่ไม่ยอมผ่อนปรนจากอำนาจของวิสัยทัศน์ภายในของเขา ซึ่งดูเหมือนว่าไม่ยอมรับเอาอะไรที่เกี่ยวข้องกับสำนักความคิด (schools) ที่สอนกันของคนอื่น หรือกระแสแนวคิดต่างๆ (movements) ที่กำลังกล่าวถึงกันในปัจจุบัน"

เมื่อถามถึงคำจำกัดความของ "สถาปัตยกรรม" Ando ตอบว่า "'Chohatsu suru hako" ซึ่งแปลได้ว่า "กล่องที่ยั่วยวน" ขยายวลีนี้ดังที่ Ando กล่าวว่า "ผมมีความเชื่อที่ยโสในบางอย่างที่ว่า คนเราที่ดำเนินชีวิตจำเป็นต้องมีการชี้นำ แม้จะน้อยนิดก็ตาม ด้วยวิธีการทางสถาปัตยกรรม" เขายังกล่าวในโอกาศอื่นๆอีกว่า "แต่...ผมไม่เชื่อว่าสถาปัตยกรรมควรพูดมากจนเกินไป มันควรทิ้งความเงียบเหลือไว้บ้าง และให้ธรรมชาติในฐานะของแสงสว่างและลมเป็นผู้พูด"

Thoughts on Tadao Ando
by Kenneth Frampton

Tadao Ando อายุ 53 ปีอยู่อาศัยและทำงานในเมือง Osaka ประเทศญี่ปุ่น นับเป็นผู้ที่ได้รับรางวัล Laureate of the Pritzker Architecture Prize คนที่สิบแปด ในคำประกาศ Jay A. Pritzker ประธานมูลนิธิ The Hyatt Foundation ซึ่งตั้งรางวัลไว้ตั้งแต่ปี 1979 อ้างคำกล่าวของคณะลูกขุนที่ตัดสินรางวัล อธิบายสถาปัตยกรรมของ Ando ไว้ว่า...... "เป็นการผสมผสานอย่างมีศิลป์ในการสร้างสรรค์ที่ว่างและรูปทรงอย่างน่าประหลาดใจ" ทั้งสองสิ่งสนองแรงดลใจ... ที่คาดเดาไม่ได้เลย ในชั่วขณะที่เดินผ่านไปในอาคารเหล่านั้น

Ando เป็นสถาปนิกชาวญี่ปุ่นคนที่สาม ที่ได้รับเกียรติอย่างสูงในผลงานวิชาชีพของเขา พร้อมกับรับเงินรางวัลถึง $100,000 การจัดอย่างเป็นทางการมีขึ้นเมื่อวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ณ พระราชวัง the Grand Trianon Palace ที่เมือง Versailles ประเทศฝรั่งเศษ

Pritzker ยอมรับการเลือกของคณะลูกขุน ด้วยคำกล่าวว่า "Ando มีจินตนาการความคิดในโครงการออกแบบเหมือนสถานที่ดำรงชีวิตเพื่ออยู่อาศัย ไม่ใช่การออกแบบเชิงนามธรรมในแง่ของภูมิทัศน์หนึ่งเท่านั้น จึงไม่แปลกใจเลยที่เขามักถูกอ้างโดยเพื่อนร่วมอาชีพและนักวิจารณ์ว่าเขาเป็นนักก่อสร้างมากเท่าเป็นสถาปนิก ซึ่งหมายถึงความสำคัญที่เขาเน้นถึงงานช่างฝีมือเพิ่มให้เกิดความสมบูรณ์ของการออกแบบของเขาด้วย เขาต้องการความถูกต้องสูงสุดในการหล่อแบบคอนกรีตให้ได้ผิวเรียบเสมอกัน สะอาด และเป็นงานคอนกรีตที่สมบูรณ์สำหรับโครงสร้าง"

แม้ว่าเกือบทุกงาน เขาใช้ซีเมนต์เป็นวัสดุหลักของอาคาร หากแต่เขาเคยเป็นช่างไม้ฝึกหัดในช่วงเวลาหนึ่ง จึงได้เรียนรู้งานช่างฝีมือสำหรับการสร้างโครงสร้างไม้ ตามประเพณีของชาวญี่ปุ่นแต่เดิม จริงๆแล้ว โครงสร้างไม้ที่เป็นผลงานที่แพร่หลายของเขา คือ ศาลาแสดงงาน the Japanese Pavilion for Expo '92 ในประเทศสเปน

โครงการออกแบบส่วนมากของ Ando เกิดขึ้นในญี่ปุ่น เน้นมากในบริเวณเมือง Osaka ที่เขาเกิด เติบโต อาศัยและทำงานที่นั่น เพิ่มเติมจากงานจำนวนมากทางด้านศาสนา เขายังออกแบบ อาคารพิพิธภัณฑ์ อาคารธุรกิจ รวมถึงอาคารสำนักงาน โรงงาน และศูนย์การค้าด้วย แม้ว่าเขาเคยเริ่มงานออกแบบอาชีพจากงานบ้านพักอาศัยมาก่อน

หนึ่งในนั้นคืองานออกแบบบ้านแถวเล็กๆในปี 1977 ในบ้านเกิดที่ Osaka เรียกว่า Azuma House ซึ่งได้รับรางวัลที่หนึ่งจากสมาคมสถาปนิกของญี่ปุ่นในปี 1979 เขายังออกแบบบ้านที่เด่นๆอีกหลายหลัง -- สำหรับหนึ่งและหลายครอบครัว -- บางครั้งผสมประโยชน์กันระหว่างการค้ากับที่อยู่อาศัย เท่าๆกับกลุ่มอาคารที่พักให้เช่า

Bill Lacy ผู้จัดการพิเศษของคณะลูกขุนสากล ซึ่งคัดเลือกกันในแต่ละปีของการเลือกสรรผู้ที่ควรได้รับรางวัล (Laureate) อ้างคำสรรเสริญอย่างเป็นทางการของคณะลูกขุนว่า "Ando สร้างงานที่สมบูรณ์แบบเป็นพิเศษสุด วิสัยทัศน์ภายในของเขา ปฏิเสธแนวคิดทั้งหลายที่กำลังเป็นอยู่ ในทุกสำนัก และในทุกๆรูปแบบ สร้างสรรอาคารด้วยรูปแบบและองค์ประกอบที่สัมพันธ์กับชีวิตที่ดำรงอยู่ที่นั่น"

Lacy ผู้ซึ่งเป็นทั้งสถาปนิกและอธิการบดีของ the State University of New York at Purchase ได้ขยายความว่า "ส่วนสำคัญในปรัชญาสถาปัตยกรรมของ Ando คือ การสร้างสรรค์ขอบเขตขึ้นภายใน ซึ่งเขาสามารถขยายเป็นความรู้สึกแห่งอาณาจักรที่ห่อหุ้มที่ว่าง ซึ่งคนสามารถมีปฏิสัมพันธ์กัน ระหว่างแสงสว่างและเงา ระหว่างลมและน้ำ แยกออกจากบริเวณที่ยุ่งเหยิงโดยรอบ"

การเลือกให้ Ando เป็นผู้รับรางวัลคนที่สามจากญี่ปุ่น นับจาก KenzoTange คนแรกในปี 1987 และ Fumihiko Maki ในปี 1993 ยืนยันในความถาวรของประเทศที่มีสถาปัตยกรรมแบบสมัยใหม่ ซึ่งแต่ก่อนเคยเป็นกระแสความคิดที่แพร่หลายของคนอเมริกันและคนยุโรป

ด้วยการเรียนรู้ความเป็นสถาปนิกโดยตนเอง ไม่มีปริญญาสถาปัตยกรรมใด แม้แต่การฝึกฝนจากสถาปนิกที่มีชื่อคนใดเลย Ando พัฒนาความรู้โดยการอ่าน และเดินทางหลายครั้ง ไปยุโรป และอเมริกา เพื่อสำรวจอาคารที่เป็นอยู่ปัจจุบันและในอดีต เขาบันทึกภาพสเก็ต ในรายละเอียดต่างๆไว้ในสมุดตลอดการเดินทาง และยังคงกระทำอยู่ในทุกวันนี้

โครงการออกแบบที่อยู่อาศัยที่สำคัญที่สุดอันหนึ่งคือ โครงการที่เรียกว่า Rokko Housing สร้างเสร็จไปแล้วสองส่วน ส่วนแรกมีจำนวนยี่สิบหน่วย มีระเบียงหลายๆขนาดแตกต่างกันทั้งการจัดวาง ส่วนที่สองมีจำนวน 50 หน่วยสร้างเสร็จในปี 1993 ขณะที่ดูเหมือนทุกหน่วยเหมือนๆกันจากภายนอก แต่ละหน่วยต่างมีลักษณะเด่นภายใน สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก แบบโครงสร้างกระชับ (rigid frame) ทุกหน่วยเกาะติดส่วนลาดชัน เอียงหกสิบองศาของไหล่เขา หันหน้าสู่ทิวทัศน์ที่กว้างขวางของ Osaka Bay สร้างความมีชีวิตชีวาด้วยสระว่ายน้ำ ลานของหลังคาตอนบน Ando ได้รับรางวัล Japan's Cultural Design Prize ในปี 1983 สำหรับโครงการออกแบบนี้

โครงการออกแบบบ้านพักอาศัยอื่นๆของ Ando รวมทั้งบ้านสามชั้น Ishihara House ในเมือง Osaka เป็นโครงสร้างกำแพงคอนกรีต มีลานตรงกลางล้อมรอบด้วยผนังก่อด้วยบล็อกแก้ว บ้านสามชั้นอีกหลังคือ Horiuchi House มีผนังก่อบล็อกแก้ว เป็นผนังเดี่ยวอิสระกั้นระหว่างบ้านกับถนนด้านหน้า

เขาสร้างบ้านพักอาศัยอย่างต่อเนื่องในแง่ความรู้สึกของสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์ แต่ขยายสีสรรโดยรวมถึงโครงสร้างชนิดอื่นๆด้วย ลักษณะใหม่บางอย่างรวมไว้ในงานออกแบบ โบถส์ของแสง (the Church of Light) และ โบถส์บนน้ำ (the Church on the Water) สำหรับศาสนิกคริสเตียน และตะลึงกับวัดน้ำชาวพุทธ ที่ทางเข้าผ่านทางบันไดทะลุไปสู่สระบัว พิพิธภัณฑ์สำหรับเด็กที่ Hyogo และ the Forest of Tombs Museum ที่ Kumamoto เป็นอีกตัวอย่าง ที่เด่นชัดในการใช้ประโยชน์จากบันใดและที่ว่างใต้ดิน

ในปี 1993 Ando ได้รับรางวัล Japan Art Academy Prize; ในปี 1992 ได้รับรางวัล the Carlsberg Architectural Prize ที่ Denmark รวมทั้งเกียรติที่ได้รับจาก the French Academy of Architecture's Gold Medal ในปี 1989; the Alvar Aalto Medal ในปี 1985; the Mainichi Art Prize ในปี 1987 สำหรับงานออกแบบโบถส์บนเขา Rokko; the Arnold W. Brunner Memorial Prize, และ the Japanese Ministry of Education's prize ที่สนับสนุนผู้มีพรสวรรค์ทางด้านศิลปะประยุกต์ในปี 1986 Ando เป็นสมาชิกกิตติมศักดิ์ของสมาคมสถาปนิกอังกฤษในพระบรมราชูปถัมภ์ สมาคมสถาปนิกอเมริกัน สถาบันการศึกษาของอเมริกัน และสถาบันศิลปะและการประพันธ์อเมริกันด้วย

Ando's Reaction To Being Named
1995 Laureate


ต่อไปนี้เป็นการแปลคำกล่าวของ Ando ที่มีต่อรางวัลที่ได้รับ

"ผมสับสนมาก เมื่อทราบข่าวว่าผมได้รับเลือกเป็นผู้ได้รางวัล Pritzker Architecture Prize สำหรับปี 1995 ใบหน้าของอดีตผู้ได้รางวัลนี้ เริ่มต้นจาก Philip Johnson ปรากฏขึ้นในใจของผม ผมไม่สามารถควบคุมใจได้เลย ทั้งยังงงงวยกับงานในอนาคตของผมอีก เพราะสำหรับผมแล้ว การทำงานสถาปัตยกรรมก็เช่นเดียวกันกับการคิด ซึ่งจะมากกว่าแต่ก่อน ผมจะต้องตั้งคำถามร่วมสมัยมากมาย ในขณะเดียวกัน สะท้อนกลับไปสู่ประวัติศาสตร์และคัดสรรเพื่ออนาคต ถึงเวลาแล้วที่ผมต้องค้ำจุนจิตวิญญาณของผมเอง เพื่อที่ผมจะได้เพิ่มความรับผิดชอบสำหรับโครงการออกแบบอาคารต่างๆให้เป็นไปอย่างปรกติ ในโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงคุณค่าอย่างรวดเร็วขณะนี้ ความหวังของผมคือ ช่วยส่งเสริมทั้งสถาปัตยกรรมและเมือง ซึ่งโอบอุ้มความเป็นมนุษย์เอาไว้ด้วยการเอาใจใส่และด้วยความรัก ในรุ่งเช้าของวันที่ 17 มกราคม ปี 1995 เราเผชิญกับแผ่นดินไหวที่รุนแรง และความหายนะที่ตามมา มันปวดร้าวที่เห็นการทำลายร้างที่ใกล้ชิดกับหัวใจของเรา ไม่เฉพาะแค่ความหายนะนี้เท่านั้น มันอาจเป็นความสุขเพียงเล็กน้อย ที่พบว่าไม่มีอาคารที่ออกแบบโดย Tadao Ando ตั้งอยู่ในเมือง Kobe และบริเวณที่ใกล้ๆกันโดนทำลายแต่อย่างใด อาคารทั้งหมดปลอดภัย เรามีอาคารจำนวนมากกว่า 30 อาคาร รวมทั้ง the Water Temple ที่ Awajishima Island (ตรงใจกลางแถบที่มีปัญหา) Rokko Housing ส่วนที่ I และส่วนที่ II พร้อมทั้งบ้านส่วนตัวจำนวนหนึ่ง และส่วนสนับสนุนโรงเรียน ในย่าน Hansin อาคารเหล่านี้ทั้งหมดปลอดภัยและคงตั้งอยู่อย่างมั่นคง"

TADAO ANDO's Acceptance Speech


ขอบคุณทุกท่านอย่างมาก ...ขอบคุณ

นับเป็นเวลาร่วมสามสิบปี ผมเกี่ยวข้องกับงานสถาปัตยกรรม และผมไม่ใช่นักพูดที่ดี ผมรู้สึกเสียใจในความไม่สะดวกที่ท่านต้องใส่หูฟัง เพราะภาษาของผมไม่ดี ในปี 1965 ผมมาที่ประเทศฝรั่งเศษ เพื่อดูงานออกแบบของ Le Corbusier ด้วยรถไฟสาย Siberian และเป็นสถานที่แรก ที่ผมมาเยี่ยมเยียนคือ พระราชวัง Versailles ในขณะนั้น ผมไม่เคยคิดเลยว่าจะได้รับรางวัล ที่นี่ ที่ปราสาทหลังนี้

วันนี้ผมดีใจเป็นล้นพ้นที่มารับรางวัล the Pritzker Prize จากก้นบึ้งของหัวใจ ผมขอขอบคุณคณะลูกขุนทุกท่าน พร้อมทั้งทุกท่านในมูลนิธิ the Hyatt Foundation ผู้ก่อตั้งและจัดการเกี่ยวกับรางวัล

ผมเชื่อว่ามีการแยกกันออกเป็นสองมิติที่เกี่ยวข้องกับสถาปัตยกรรม มิติแรกคือ สิ่งที่เกี่ยวข้องกับความพอเพียงในประโยชน์สอย ความปลอดภัย เศรษฐกิจ มากพอๆกับความสะดวกสบายของสถาปัตยกรรมในการดำเนินชีวิต มันไม่สามารถที่จะวางเฉยในความจริงของเรื่องเหล่านี้ อย่างไรก็ตาม สถาปัตยกรรมสามารถเป็นสถาปัตยกรรมโดยลำพังได้หรือ? เพราะสถาปัตยกรรม คือ รูปแบบของการแสดงออกของมนุษย์ เมื่อมันก้าวล่วงจากออกมาจากการก่อสร้าง ไปสู่เรื่องของความงาม คำถามของสถาปัตยกรรมเกี่ยวกับศิลปะก็เกิดขึ้น มันเป็นจุดนี้ที่เป็นมิติอีกมิติหนึ่ง จินตนาการเริ่มมีบทบาท

เมื่อตอนเกิดแผ่นดินไหวที่ Hanshin เร็วๆนี้ เกิดความหายนะมากมาย อาคารและบ้านหลายหลัง พังพินาศ ประชาชนราว 5000 คนเสียชีวิต แม้ว่าอาคารที่ผมออกแบบมากกว่าสามสิบหลังปลอดภัย ความหายนะนี้ไม่ใช่ของใครๆบางคนเท่านั้น แต่กับผมด้วย อีกคนหนึ่งที่เกิด และเติบโต และทำงานขณะนี้ในบริเวณ Hanshin มันเป็นความปรารถนาอย่างจริงใจ ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่า ลักษณะภูมิประเทศของญี่ปุ่นมีความล่อแหลมโดยทั่วไป ประชาชนเอาใจใส่กับความมั่นคงของสถาปัตยกรรม โดยเฉพาะวิศวกรรมที่เกี่ยวข้องกับแผ่นดินไหว และการวางแผนเป็นเฉพาะกรณีที่ต้องเคร่งครัดมากกว่าแต่ก่อน สถาปัตยกรรมโดยแรกเริ่ม เพื่อใช้เป็นที่พักพิงเป็นพื้นฐาน ต่อมา นักทฤษฎีสถาปัตยกรรมของโรมในอดีต ชื่อ Vitruvius เสนอหลักการสถาปัตยกรรมที่แบ่งแยกกันไม่ได้ - ประโยชน์ใช้สอย ความงาม ความมั่นคงแข็งแรง ประโยชน์ คือการใช้สอยอย่างสะดวกสะบาย (commodity) และ ความมั่นคง คือกำลังที่แข็งแรง (firmness) ทั้งสองวัดความเป็นไปได้ทางสถาปัตยกรรม ในขณะที่ ความงาม (delight or beauty) อาศัยมิติของการจินตนาการ (สิ่งสำคัญทั้งสามหลักการนี้ เป็นคำที่สลักไว้ในเหรียญรางวัลของ the Pritzker Architecture Prize)

สถาปัตยกรรมสมัยใหม่ ซึ่งผมเบื่อไปแล้วแต่ขอยกให้เป็นเนื้อคู่ (ที่ชัดเจน) ของประโยชน์ใช้สอย ของโครงสร้าง (ที่โจ่งแจ้ง) และ (เนื้อแท้) ของวัสดุ บนหลักการ - ลักษณะที่บ่งบอกไปทางมิติที่แท้จริงและยั่งยืน แต่เรื่องแต่ง หรือโดยจินตนาการ เป็นอีกมิติ ที่ถูกตัดทิ้งไปแทบทั้งหมด อย่างไรก็ตาม Vitruvius เน้นย้ำที่ความงาม หรืออีกนัยหนึ่งของนามธรรม ในความงามที่จำเป็นไปพร้อมๆกับกำลังและประโยชน์ใช้สอย อาจกล่าวได้ว่า เขาเสนอมิติของเรื่องการแต่งเติมด้วยจินตนาการเอาไว้รวมกันกับมิติที่แท้จริง เป็นการสังเคราะห์ร่วมกันให้มีผลส่วนลึกในแง่ของจิตวิญญาณของมนุษย์ ดังนั้นคัมภีร์ของสถาปัตยกรรมและศรัทธาของมัน ไม่สามารถเป็นเพียงแค่ความมีประโยชน์ใช้สอยและกำลังตามลำพัง

สำหรับผมแล้ว การทำงานสถาปัตยกรรมกับการคิดเป็นเรื่องเดียวกัน เป็นเวลากว่าสามสิบปี ผมทำงานสถาปัตยกรรม โดยการสลับกลับไปกลับมาระหว่างอุดมการณ์กับความเป็นจริง ระหว่างตัวแทนกับเนื้อหา ผมมีความหวังอย่างต่อเนื่องว่า ไม่เพียงกับการแก้ปัญหาที่แท้จริงเพียงเท่านั้น แต่ต้องไล่ตามอุดมการณ์ด้วยการคัดสรรทางจินตนาการด้วย นอกจากนั้น แทนที่ยอมให้อุดมการณ์เหลืออยู่แค่เพียงอุดมการณ์ง่ายๆ เป้าหมายของผมต้องเป็นการท้าทายให้ไปเลยข้ามอุปสรรคในทุกๆด้าน และสำนึกในสถาปัตยกรรมที่มีเนื้อหา นั่นคือการกล่าวที่ว่า ผมพยายามที่จะสร้างเรื่องเล่าบนหลักฐานที่เกิดจากการก่อสร้างที่ว่าง ให้เป็นประโยชน์ปรกติสำหรับมนุษย์ เพราะฉะนั้น เมื่อผมพูดถึงสถาปัตยกรรมตัวแทนหรือเรื่องแต่ง มันไม่ได้หมายถึงเรื่องเล่านิทานง่ายๆหรือการตกแต่งที่ฟุ้งเฟื้อ มันหมายถึงคุณภาพในประสบการณ์รอบด้านที่ก่อเกิดเป็นองค์ประกอบของสถาปัตยกรรม มุ่งที่ความมีสุนทรียภาพที่สมบูรณ์ อะไรที่ผมแสวงหา? ก็คือ ความเป็นที่ว่างที่กระตุ้นจิตวิญญาณของมนุษย์ ปลุกความรู้สึก และการสื่อสารกับจิตใจส่วนลึกให้ได้ เพื่อที่จะสร้างสถาปัตยกรรมของเรื่องเล่า ซึ่งต้องระดมทั้งเหตุผลและญาณปัญญาไปพร้อมๆกัน ค้นหาที่ว่างซึ่งเป็นการค้นพบใหม่ๆด้วยตนเอง ที่ว่างเช่นนี้ ต้องประกอบด้วยเรื่องของเวลา เช่นเดียวกับการผลิตสำหรับความเป็นยุคสมัยใหม่ ไปพร้อมๆกับการแนะนำขอบเขตจำเพาะ ความเป็นประวัติศาสตร์ ลักษณะภูมิประเทศ และวัฒนธรรมประเพณี ผมมีความสุขที่เป็นสถาปนิกที่คิด-สร้างสรรค์ตลอดเวลา โดยการรวมพลังของร่างกายของผมทั้งหมดรวมเอาเรื่องแต่ง และเป็นความปรกติสำหรับที่ว่างในมิติขั้นสูงๆ

สถาปัตยกรรมถูกลงความเห็นโดยสมบูรณ์ว่า เป็นการผูกพันประสบการณ์ของมนุษย์เข้าด้วยกัน ในอีกแง่หนึ่ง ที่ว่างสถาปัตยกรรมจะมีชีวิต ก็ต่อเมื่อ มีการตอบโต้กัน อย่างซึ่งๆหน้า กับมนุษย์และกับการรับรู้ถึงวัฒนธรรมร่วมสมัยให้ได้ ในที่ซึ่งพวกเราทุกคนถูกใช้เป็นสิ่งกระตุ้นภายนอกเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะจากสภาพแวดล้อมทางอิเล็กโทนิค บทบาทของที่ว่างสถาปัตยกรรม ที่เป็นที่พักพิงของจิตวิญญาณที่สำคัญ ตรงนี้ เช่นกัน เป็นอะไรที่สำคัญสำหรับจินตนาการ และการแต่งเรื่อง ด้วยสถาปัตยกรรมที่ยั่งยืน โดยปราศจากการข้ามพ้นเค้าโครงความคิดที่กำกวมของจิตวิญญาณมนุษย์ - ความสุข - เสน่หา ความสงบสันติ ความเครียด - สถาปัตยกรรมไม่สามารถรับรู้เรื่องราวของมันได้เลย นี่คือ สถาปัตยกรรมบนเค้าโครงความจริงที่เหมาะสม ซึ่งมันก็เป็นไปได้ด้วย ที่จะสร้างกฎเกณฑ์ของมันขึ้นได้ หลังจากการเสี่ยงทายโลกทางความคิดทั้งที่เป็นปรกติธรรมดา และการแต่งเติมร่วมกันแล้ว สถาปัตยกรรมก็สามารถปรากฏขึ้นได้ด้วยความรู้สึก หรือในเค้าโครงของศิลปะ

มีเด็กมากกว่า 500 คนที่อายุต่ำกว่า 18 ปี สูญเสียพ่อแม่ในคราวแผ่นดินไหวที่ Hanshin จำนวน 88 คนกลายเป็นเด็กกำพร้า ผมเสนอให้ก่อตั้งมูลนิธิขึ้น เพื่อช่วยเหลือด้านการศึกษาของพวกเด็กเหล่านี้ เพื่อว่าพวกเขาจะรักษาความหวังไว้ได้ต่อไปในอนาคต

ในที่สุดนี้ ผมขออุทิศเงินรางวัลจำนวนแสนเหรียญดอลลาร์ที่ให้กับผมวันนี้ โดยมูลนิธิ The Hyatt Foundation ผ่านต่อไปให้ยังมูลนิธิใหม่ สำหรับเหยื่อที่อ่อนวัยจากเหตุแผ่นดินไหวในครั้งนี้ ผมหวังว่าในสิบปีต่อไปอย่างน้อย ด้วยความช่วยเหลือให้กับเพื่อนๆจำนวนห้าพันคน และความเห็นอกเห็นใจสำหรับผู้ที่ผมยกย่อง เราสามารถที่จะช่วยเหลือเด็กเหล่านี้ทางด้านเศรษฐกิจ เพื่อพวกเขาจะได้บรรลุความฝัน และผมก็อยากบรรลุความฝันของผมไปพร้อมกัน ในการเพาะเชื้อสามสิ่งนี้ คือ ประโยชน์ใช้สอย ความงาม และกำลัง ในงานสถาปัตยกรรมของผม
ขอขอบคุณมากครับ

Art of Ando in St. Louis
เรียบเรียงจาก... ArchitectureWeek
No. 72 . 24 October 2001


อาคารใหม่ของมูลนิธิทางศิลปะ the Pulitzer Foundation for the Arts (PFA) ออกแบบโดยสถาปนิกที่มีชื่อเสียงชาวญี่ปุ่น Tadao Ando เป็นการจัดองค์ประกอบที่เรียบง่ายของที่ว่างและแสงสว่าง อาคาร PFA เป็นงานออกแบบอาคารสาธารณะครั้งแรกในสหรัฐอเมริกา เปิดฉลองกันเมื่อเดือนตุลาคม ปี 2001

ตั้งใจไว้ตอนแรกเพื่อ ศิลปะแห่งความสงบร่วมสมัย และตอบสนองการฟื้นฟูภูมิทัศน์ชุมชนทางประวัติศาสตร์ที่เมือง St. Louis ความคิดของ Ando เกี่ยวกับอาคารเพื่อ "ความเป็นไปได้ทางความสงบ" หรือ "สถานที่แห่งการค้นพบเพื่อกันและกัน" เขากล่าวว่า "ผมมองอาคารเพื่อการสร้างสรรค์ที่ว่างที่จะดลใจให้ผู้มาเยือน และเพิ่มพูนจิตสำนึกของพวกเขา ผมต้องการสร้างสถานที่กระตุ้นงานทางศิลปะไม่เพียงแค่เจาะจงการแสดง แต่บอกเราถึง สิ่งที่มีชีวิตชีวา"

อาคาร PFA มีพื้นที่ 9,500-ตร.ฟ. (880-ตร.ม.) เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็กหล่อกับที่ ผิวเรียบ ประกอบด้วยพื้นที่ว่างรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้ายาวสองรูป ความสูงต่างกันราวสิบฟุต (สามเมตร) หลังแบบยื่นจากปีกอาคารด้านสูงเหนือส่วนที่ต่ำกว่า รองรับด้วยเสาต้นเดียว บนหลังคาส่วนที่ต่ำเป็นศาลากระจกและสวนหลังคา

ทางเข้าหลักของอาคาร เป็นลักษณะซุ้ม อยู่ทางด้านทิศเหนือ ชิดกับถนน Washington มีประตูกระจกสองชั้น ตั้งอยู่บนแนวแกน นำผู้มาเยือนผ่านไปสู่ห้องโถงต้อนรับ และห้องแสดงงานของอาคารด้านตะวันตก

เรียบเรียงจาก.... http://www.ArchitectureWeek.com/2001/1024/index.html
2001 Artifice, Inc. - All Rights Reserved


JOHN PAWSON
ARCHITECT, LONDON
เป็นสถาปนิกอีกผู้หนึ่งที่จัดเป็น Minimalist Architects

เรียบเรียงมาจาก... http://www.futuredesigndays.com/speakers/2002/no_rules_day/john_pawson.html

ทึกทักเอาว่า เขาเป็นบิดาของแนวคิด minimalism! อาจเป็นความจริงที่สถาปนิก John Pawson ประสบความสำเร็จในวิชาชีพ และมีชื่อเสียงในโลกผู้หนึ่ง งานของ John Pawson ครอบคลุมการออกแบบโครงการทางธุระกิจและที่อยู่อาศัย

THE INVENTOR OF MINIMALISM
John Pawson เกิดในปี 1949 ในเมือง Halifax, Yorkshire หลังจากทำงานในธุระกิจสิ่งทอของครอบครัว และสอนภาษาอังกฤษในประเทศญี่ปุ่นอยู่พักหนึ่ง เขาศึกษาสถาปัตยกรรมที่โรงเรียน AA ( Architectural Association) ก่อนที่จะเปิดสำนักงานเป็นของตนเอง เขาแต่งงานแล้ว มีลูกสองคน อาศัยในบ้านที่เขาออกแบบเองในลอนดอน มากกว่าสถาปนิกผู้ใด เขามุ่งหาการออกแบบที่เรียบง่าย และสร้างคุณลักษณะที่เรียกว่า "พอเพียง" หรือ Minimalism การออกแบบของเขาอธิบายหลักการของพื้นฐาน (ที่ว่าง แสงสว่าง และวัศดุ) และหลีกเลี่ยงสไตล์ของ mannerisms อาชีพสถาปนิกของเขาแผ่ขยายครอบคลุมหลาลายโครงการ นับตั้งแต่อพาตเมนต์ขนาดย่อมสำหรับนักเขียน Bruce Chatwin จนถึงร้านขายเรือขนาดใหญ่ใน Manhattan ห้องพักผู้โดยสารในสนามบินของ Cathay Pacific ใน Hong Kong และอาคารศิลปะอีกมากมาย งานปัจจุบันได้แก่งานออกแบบบ้านพักอาศัยหลายแห่งทั่วโลก วัดใหม่ Cistercian ในสาธารณะรัฐ Czech ร้านค้าในปารีส และอพาตเมนต์ส่วนตัวของ Calvin Klein รวมทั้งบ้านขนาดใหญ่ใน Bel Air ด้วย แนวคิดสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ของ John Pawson กระตุ้นความน่าสนใจต่อนานาชาติ ที่เขาออกแบบไว้ในสเปน ญี่ปุ่น สาธารณะรัฐเช็ค ฝรั่งเศษ เยอรมัน เกาหลี และเอเมริกา พอกันกับในอังกฤษ นอกเหนือจากงานสถาปัตยกรรมของเขาแล้ว ยังรวมถึงการออกแบบเครื่องใช้ในบ้านอีกมากมาย สำหรับบริษัทธุรกิจในเบลเยี่ยม WOW โรงงานผลิตเครื่องครัว Pawson ของ Obumex และเครื่องเรือนต่างๆในอิตาลี่
ผลงานออกแบบของ John Pawson มีการเผยแพร่ในเอกสารต่างๆทั่วโลก หนังสือขายดีของเขาคือ Minimum (Phaidon Press) อธิบายบริบทประวัติศาสตร์ในแนวคิดทางสถากัตยกรรมของเขา

หนังสือ John Pawson Works (Phaidon Press) บันทึกโครงการออกแบบในปัจจุบันของเขา รวมถึงงานออกแบบสำหรับ Calvin Klein และ Martha Stewart หนังสือ Living & Eating (Ebury Press) เขียนร่วมกับนักเขียนเรื่องอาหาร Annie Bell อธิบายถึงปรัชญาความง่าย ที่นำไปใช้จัดในห้องครัว

ในปี 2002 มีการจัดนิทรรศการแสดงงานของ John Pawsons ที่ IVAM ใน Valencia เขายังรับผิดชอบการออกแบบในปีนี้สำหรับโครงการ Venice Architecture Biennale

อ่านรายละเอียดในหนังสือของเขา..คือ
Minimum, Phaidon Press, 1996
John Pawson, Editorial Gustavo Gili, 1998
John Pawson Works, Phaidon Press, 2000
Living and Eating, Ebury Press, 2001
http://www.johnpawson.co.uk/
http://www.whenobjectswork.com/
http://www.ggili.com/
http://www.obumex.be/
http://www.booth-clibborn.com/
http://www.phaidon.com/
http://www.randomhouse.co.uk/

บทสวดสำหรับ JOHN PAWSON

การประชุม FutureDesignDays ที่ไม่พบบ่อยครั้งนักที่เมือง Boras ในประเทศสวีเดน John Pawson ไม่ชอบให้ใครเรียกเขาว่า เป็นผู้ริเริ่มแนวคิด minimalist architecture หรือ สถาปัตยกรรมพอเพียง แต่ควรเป็นผู้ปกป้องในเรื่องนี้ ตลอดระยะเวลาสามสิบปีมาแล้ว เขากระทำอย่างสม่ำเสมอ ในการนำเอาความเรียบง่ายมาสู่สถาปัตยกรรมสมัยใหม่ สไตล์การออกแบบของเขา เข้มงวด ใกล้เคียงกับ พิธีกรรมทางศาสนา ดังนั้น ทุกท่านจะไม่ประหลาดใจเมื่อพบเห็น งานออกแบบวัดให้พระที่ต้องการความสงบเมื่อเร็วๆนี้ "พวกพระเคยเห็นงานออกแบบร้านขายเรือ Calvin Klein บนถนน Madison ในเมืองนิวยอร์ค เขาต้องการสิ่งที่ให้เกิดความรู้สึกอย่างนั้น"

ปาฐกถาของ John Pawson ระหว่างการประชุม FutureDesignDays ครอบคลุมถึงสถาปัตยกรรมที่มีความเรียบง่าย บนฐานความคิดในเรื่องโครงสร้างที่ว่าง ซึ่งถือเป็นศูนย์กลาง ของการเลือกใช้วัสดุ แสงสว่าง และประสบการณ์ "ทั้งหมดเกี่ยวกับ ความรู้สึกที่ดีของสถาปัตยกรรม" Pawson พูดและกล่าวไว้เกี่ยวกับชีวิตครอบครัวของเขาเองในเมือง Nottin Hill, London. "ปรกติ พวกลูกๆของเขาเป็นผู้จัดแจงในบ้านมากกว่าตัวผม ซึ่งผมชอบเพียงความมีระเบียบเท่านั้น เพราะว่าสมองของผมไร้ระเบียบ"

"งานของ John Pawson เป็นแบบฉบับของสถาปัตยกรรมร่วมสมัยอย่างแท้จริง จากการบรรยายที่ Boras เขาแสดงให้เห็นว่า ทฤษฎีพอเพียง (minimalism) เทียบเท่ากับมานุษยวิทยา เป็นการเก็บออมแทนการใช้จ่าย จนกลายเป็นวิธีการหนึ่งของการสร้างสรรค์ สถาปัตยกรรมยั่งยืน (sustainable architecture) ในแง่หนึ่ง เขาเป็นนักพยากรณ์อนาคต อีกผู้หนึ่งด้วย"

ดังคำกล่าวของ Marcus Bergman นักการโฆษณาขององค์กร FutureLab ซึ่งเป็นผู้จัดการประชุม FutureDesignDays ครั้งนี้

Innovations 100 - Design
Design innovator: John Pawson, architect

Sunday March 31, 2002

Tamsin Blanchard เป็นผู้สังเกตการณ์

เมื่อสถาปนิกชาวอังกฤษ John Pawson เชิญนักบวชคริสเตียนสามท่าน ไปดูบ้านของเขาทางตะวันตกของกรุงลอนดอน ก่อนเริ่มงานออกแบบโบสถ์ ในสาธารณะรัฐ Czech พวกเขาประหลาดใจในความ สมถะ ประหยัด และเป็นระเบียบเรียบร้อย เมื่อ Pawson อายุได้ 52 ปี เขาเป็นสถาปนิก อาจเพียงคนเดียว ที่สามารถถ่ายทอดความมีสุนทรียภาพ ในลักษณะเดียวกันนี้ ไปสู่งานออกแบบร้านค้า Calvin Klein และโบถส์ Trappist จนได้รับการอุปโหลกให้เป็นบิดาแห่งแนวความคิดพอเพียง (minimalism) สำหรับเขา สถาปัตยกรรมคือ การลดทอน เอาสิ่งที่ไม่จำเป็นของการเสริมแต่ง ออกไปให้หมด จนกระทั่งคงเหลือสิ่งที่มีคุณค่าและมีสารัตถะเท่านั้น
Pawson เกิดที่ Halifax พ่อแม่เป็นยิวศาสนิกคริสเตียนนิกาย Methodist เขาได้รับการศึกษาที่โรงเรียน Eton ทำงานในโรงงานทอผ้าของครอบครัว ก่อนเดินทางไปประเทศญี่ปุ่น แล้วกลับมาศึกษาต่อที่สถานศึกษา Architectural Association เริ่มประกอบวิชาชีพหลังปี 1981 เล็กน้อย มีภรรยา Catherine และลูกชายสองคน Benedict และ Caius อาศัยร่วมกันในบ้านต้นแบบของเขา ที่สร้างแล้วเสร็จในปี 1999 ทั้งหมดในครอบครัว เขียนเรื่องเล่าของแต่ละคน "Ben ต้องการกระดาษปิดผนัง Chelsea FC" เท่าที่ Pawson จำได้ "Caius ต้องการห้องนอนที่มีประตูล็อคได้" "Catherine ไม่ต้องการใช้จ่ายที่เกินจากที่เรามี และไม่เกินหลักทรัพย์ที่มีอยู่" เธอต้องการโซฟานั่งสบายๆอีกด้วย

"ผมออกแบบให้แสงสว่างเข้าถึงได้ รับทิวทัศน์ภายนอก แต่ยังคงความเป็นส่วนตัวไว้" เขากล่าว มันไม่เป็นที่ว่างเปล่าและสงบจนเกินไปนัก ห้องใต้ดิน ห้องครัว มีกำแพงปิดกระจกเพื่อสะท้อนภาพสวนหลังบ้าน บันไดสูงและแคบ ลวงตาในเรื่องความสูง และห้องอาบน้ำ มีเพดานกระจก "ท่านสามารถมองเห็นและได้ยินลมฟ้าอากาศ" เขากล่าว "ดาวหมีใหญ่ (Ursa Major) อยู่เหนือฝักบัวอาบน้ำ ท่านสามารถมองเห็นมันได้ในคืนท้องฟ้าแจ่มใส"

สิ่งที่โจษย์ขานของคนเกี่ยวกับงานของ Pawson คือการขาดสิ่งสัพเพเหระ ทุกอาคารตัดสิ่งบันเทิงใจ - ซึ่งเป็นสิ่งทำให้ไร้ระเบียบ ออกไปหมด Pawson มีความพอเพียงในการใช้ชีวิตด้วยศิลปะประยุกต์ นั่นไม่ได้หมายความว่า เขาไม่ครอบครองสิ่งอะไรเสียเลย มันแค่เป็นห้องเก็บของที่เขาสร้างให้มองไม่เห็นเท่านั้นเอง เมื่อมีคนมาเยี่ยมบ้านเขา เขายินดีที่เปิดตู้เหล่านี้ให้ดู Pawson เก็บเข้าของในตู้ห้องน้ำให้ว่างไว้ก่อน "คนคิดว่าผมกำลังตัดสินในความเป็นอยู่บางอย่างของพวกเขา" เขากล่าว "มันไม่ใช่สิ่งที่เหมือนเส้นผมหรือเสื้อผ้า"
The Innovation 100: ท่านวิจารณ์กลับไปได้ที่..

mailto:life@observer.co.uk
Guardian Unlimited Guardian Newspapers Limited 2003

..เรียบเรียงจาก...John Pawson, architect http://www.johnpawson.co.uk/

NOVY DVUR MONASTERY
John Pawson, Architect

เป็นวิหารที่มีลักษณะของหลักศาสนาทาง Cistercian Order ซึ่งแรกเริ่มอ้างถึงความสัมพันธ์ระหว่างเทวะวิทยากับสถาปัตยกรรม เป็นลักษณะเด่นมาก การสร้างฐานความคิดใหม่สำหรับ Order สร้างโอกาสที่น่าตื่นเต้นในการทบทวนความสัมพันธ์นี้ใหม่ สิ่งท้าทายคือ การออกแบบที่ไม่มีส่วนเกี่ยวกับคำตอบของสถาปัตยกรรมอดีต -- แต่ก็ประสพความสำเร็จ -- ยังคงรักษาจิตวิญญาณของ Cistercian ซึ่งถือเป็นความจำเป็นทางปฏิบัติของสังคมที่มีความสันโดษทางศาสนา ความเรียบง่าย มีประโยชน์ ประหยัด ทั้งสามสิ่งเป็นหัวใจของสุนทรียภาพของ Cistercian aesthetic มีบางอย่างบ่งชี้ความร่วมสมัย ในความปรารถนาที่จะตัดทิ้งอะไรที่เป็นการโอ้อวด และฟุ่มเฟือย เพื่อเลือกเอาคำตอบที่ง่ายที่สุด วัสดุที่ใช้ ไม่จำนนต่อคุณภาพในแง่ฝีมือแรงงาน ร่วมกันกับคุณภาพที่ตื่นเต้นเร้าใจของแสงธรรมชาติ

Novy Dvur ทุกวันนี้ ประกอบด้วยบ้านคฤหาสถ์แบบบาโรค กับบ้านฟาร์มเลี้ยงลา ที่เรียงรายรอบสวนตรงกลาง ในการวางผังที่เป็นอยู่เดิม ที่ตั้งไม่สามารถคงความต้องการของชุมชน ซึ่งเป็นชีวิตของที่นั่นเอาไว้ได้ ในกระบวนการออกแบบแรกๆ การตัดสินใจต้องเกี่ยวกับสิ่งแรกคือ อะไรที่จะรักษาไว้ อะไรที่จะลื้อเอาออกไป และลำดับต่อมาเป็นความสัมพันธ์ระหว่างสถาปัตยกรรมใหม่และอาคารเดิม

คฤหาสถ์ที่เสื่อมโทรมมาก กลายเป็นงานซ่อมแซมที่แสนสาหัส สวนตรงกลางยังคงเก็บรักษาไว้ โรงนาที่เหลืออยู่ทางบริเวณด้านเหนือ อย่างไรก็ตาม ต้องรื้อทิ้งเพื่อสร้างโบสถ์ทดแทน จุดประสงค์ เพื่อร่วมประสานของใหม่และเก่าให้เข้ากันอย่างสนิท ไม่ให้รู้สึกได้ในช่วงรอยต่อกัน

ชั้นล่างของคฤหาสถ์ที่ซ่อมแซมจะใช้เป็นส่วนบริหารที่เป็นหัวใจของชุมชน ชั้นบนจะเป็นที่พักของนักบวชที่มาเยือน พระบวชใหม่ ห้องเรียน และห้องน้ำ

ทางเดินมีหลังคาคลุม (cloister) ถือ ความสันโดษ เป็นหัวใจของกลุ่มอาคารในวัด การออกแบบเพื่อความสันโดษนี้ ที่ Novy Dvur ต้องยึดถือความลาดชันของพื้นดินที่ลดหลั่นของสถานที่ตั้ง และบนรอยต่อระหว่างอาคารต่างๆ ที่แตกต่างกันในรูปแบบและประโยชน์ใช้สอย ความตั้งใจคือ สร้างทางเดินนี้ในระดับเดียวกับชั้นพื้นดินของคฤหาสถ์ ด้านซีกลงเขา ทางเดินจะเชื่อมต่อกับระดับชั้นสอง สิ่งที่ง่าย คือลานปลูกพืชจะกลายเป็นสวนของทางเดินนี้ การเข้าถึงส่วนที่ว่างที่สำคัญของชุมชน เช่น -- โบสถ์ the sacristy, the chapter-house, the infirmary, scriptorium, chapels, parlours, โรงฉันท์อาหาร และห้องสมุด - จะเชื่อมถึงกันด้วยทางเดิน (cloister) จากภายใน แสงสว่างและเงาระยับของภูมิทัศน์ ให้ความรู้สึกการเปลี่ยนแปลงของเวลาและฤดูกาล

โบถส์จะสนองการใช้สอยของคนภายนอกเท่าๆกับพวกนักบวช มันมีแผนผังเป็นรูปไข่ ปลายครึ่งวงกลมทางทิศตะวันออก ออกแบบเป็นสถานที่สันโดษ เหมาะกับการสวดมนต์ ผู้มาเยือนเข้าสู่อาคารตรงทางเดินที่มาจากเรือนรับรอง ทางเดินเน้นย้ำโดยเงากำแพงที่ยื่นเลยออกมา เมื่อโดนแสงส่องผ่านกำแพงด้านข้างของโบถส์ สมาชิกของโบถส์เข้าผ่านประตูจากทางเดินข้างโบถส์ (cloister) พื้นห้องยกขึ้นทำให้แท่นบูชามองเห็นได้โดยผู้มาเยือน ส่วนลดต่ำของพื้นหลังแท่นบูชา เชื่อมกับแสงสว่างที่สอดเข้ามาทางระดับพื้นที่ต่ำ สร้างให้เกิดภาพลวงตาให้มุขของโบถส์ดูลอยอยู่ท่ามกลางหมอกแสง แสงแดดกลางวัน สาดส่องเข้าไปภายในทำให้โบถส์สว่างเป็นประกายแต่ให้บรรยากาศที่สงบ

เรียบเรียงจาก.... http://www.johnpawson.co.uk/
Copyright ฉ 2000 John Pawson, All Rights Reserved.
Luis Barragan
เป็นสถาปนิกอีกผู้หนึ่งที่จัดเป็น Minimalist Architects
งานออกแบบสถาปัตยกรรมของ Luis Barragan ถูกจัดไว้ว่าเป็นหนึ่งในแนวคิดของ MinimalistArchitecture เรื่องราวที่เกี่ยวข้องของ Luis Barragan ซึ่งเป็นอีกผู้หนึ่งที่ได้รับรางวัลเชิดชูเกียรติ the Pritzker Architecture Prize ในปี 1980 มีดังนี้

Luis Barragan มีอายุอยู่ระหว่างปี ค.ศ. 1902-1988 เกิดที่เมือง Guadalajara ประเทศเม็กซิโก มีพื้นฐานการศึกษา ทางวิศวกรรม แต่สนใจสถาปัตยกรรม โดยการศึกษาด้วยตนเอง ในราวปี ค.ศ. 1920's เดินทางไปทั่วประเทศ ฝรั่งเศษ และ สเปน ในปี ค.ศ. 1931 ได้อาศัยอยู่ในเมือง ปารีส ชั่วระยะหนึ่ง ขณะนั้น ได้มีโอกาสฟังการบรรยาย สถาปัตยกรรม จาก Le Corbusier การเดินทางของเขา ต่อเนื่องถึงประเทศ มอร็อกโค จนถึงปี ค.ศ. 1951 จากนั้น ย้ายกลับมาพำนัก ที่เมือง เม็กซิโก จนกระทั่งเสียชีวิต เขาเริ่มปฏิบัติ วิชาชีพสถาปัตยกรรม ที่บ้านเกิดเมือง Guadalajara ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1927-1936 การเดินทาง ไปศึกษาในที่ต่างๆ ทำให้เกิดความสนใจ ในสถาปัตยกรรม ท้องถิ่นของ North Africa และ Mediterranean ซึ่งสัมพันธ์กับสถาปัตยกรรมใน ประเทศของของเขา และมีอิทธิพล ทางความคิดในเวลาต่อมา

ผลงานของเขาเป็นที่กล่าวขานถึง ความมักน้อย สันโดษ แต่เต็มไปด้วยสีสรร และเน้นสีธรรมชาติและผิววัสดุ เน้น แผ่นผืน(plane)ที่ตรงไปตรงมา ของกำแพงก่ออิฐผิวปูนป้าย การอวดผิวไม้ ใช้น้ำเป็นองค์ประกอบ รวมเป็นผลงานของ สถาปัตยกรรม ที่มีสัมพันธ์กับธรรมชาติอย่างชัดเจน

Barragan ชอบเรียกตัวเอง เป็นภูมิสถาปนิก

จากสิ่งตีพิมพ์ของ St. Martins Press เขาเคยกล่าวไว้ว่า สถาปนิกควรสนใจ การออกแบบสวน ให้มีความสำคัญ และมีคุณประโยชน์ มากเท่า การออกแบบบ้าน โดยการพัฒนาความงาม และรสนิยม เข้าด้วยกัน ให้เป็นดั่งงานประนีตศิลป์ที่ทรงคุณค่า นอกเหนือไปจากนั้น เขายังกล่าวว่า งานสถาปัตยกรรม ที่ไม่สะท้อน ความสงบ (serenity) ถือเป็นงานออกแบบที่ล้มเหลว

Barragan อาจถือเป็นเยี่ยงนักบวชผู้หนึ่ง ผลงานของเขาถูกพรรณนาว่ามี ความลึกลับ และ ความสงบ เช่น ผลงานออกแบบโบถส์ Capuchinas Sacramentarias สะท้อนคุณสมบัติทั้งสองนี้ เพราะเขาสนใจ ม้า เขาออกแบบคอกม้า น้ำพุ และบ่อน้ำ กลมกลืน รวมกันสะท้อนคุณภาพเป็นหนึ่งเดียวกันหมด

Barragan ยังเป็นสถาปนิกที่มีอิทธิพลต่อสถาปนิกแม็กซิกัน และสถาปนิกทั่วโลกรุ่นหลังๆ อย่างน้อยสามชั่วอายุคน

ในโอกาสที่เขารับรางวัล the Pritzker Architecture Prize เขาได้กล่าวไว้ว่า "มันเป็นไปไม่ได้ที่จะเข้าใจ ศิลป์ และความรุ่งเรืองของประวัติศาสตร์ โดยปราศจาก การรับรู้ถึงจิตวิญญาณ อันเป็นแก่นสาร แห่งศาสนา ซึ่งเป็น สิ่งนำเราไปสู่ ความเข้าใจทั้งมวลของปรากฏการณ์ แห่งศิลป์ที่เกิดขึ้น ถ้าปราศจากอันหนึ่งอันใดในสามสิ่งนี้แล้ว จะไม่มี ปิระมิดของอียิปต์ และจะไม่มีโบราณสถานอันเก่าแก่ (Ziggurett) ของแม็กซิโก แล้วสถาปัตยกรรมของกรีกและโกธิค จะเกิดขึ้นได้อย่างไร?"

นอกจากนี้เขายัง ตั้งขอสังเกตว่า สื่อและสิ่งพิมพ์ ที่เกี่ยวข้องกับสถาปัตยกรรม มักละเลยคุณค่าของคำต่อไปนี้ คือ "Beauty (ความงาม), Inspiration (ความบรรดาลใจ), Magic (ความวิเศษ), Spellbound (มนตร์คาถา), Enchantment (ความมีเสน่ห์) หรือแม้แต่คำ Serenity (ความสงบ), Silence (ความเงียบ), Intimacy (ความคุ้นเคย) and Amazement (ความฉงนสนเท่ห์)" แม้เขายอมรับว่า การกระทำของเขาก็ ยังไม่บรรลุผลนัก แต่เขาก็ไม่เคยละเลย ที่จะตระหนัก ถึงสิ่งเหล่านี้อยู่เสมอ ตอนท้ายของปาฐกถาในโอกาสพิเศษนี้ เขาได้ระบุถึงศิลปะของการมอง เป็นเรื่องสำคัญที่ สถาปนิก ควรรู้ว่า การมองนั้นควรมองให้ไกลเกิน จากการรับรู้ที่เกิด จาก การวิเคราะห์ในแง่ของเหตุผล อยู่เสมอ

คุณค่าของงานสถาปัตยกรรมของ Luis Barragan
(ส่วนหนึ่งจากปาฐกถาตอบรับการรับรางวัล the Pritzker Architecture Prize 1980)

Beauty ความงาม ซึ่งเป็นคำยาก ที่นักปรัชญาจะระบุความหมายได้ชัดเจน และยังอาจพูดได้ว่า เป็นสิ่งเร้นลับที่เกิดขึ้น Beauty จึงถีอเป็นสิ่งที่สวรรค์บรรดาลให้ อาจเกิดได้กับ รอยสัก กำไลเปลือกหอย ที่สาวๆชื่นชอบ หรือ แม้แต่เครื่องใช้ในครัวเรือน ทั้งนี้รวมถึงสิ่งก่อสร้าง เช่น โบถส์ วิหาร และ พระราชวัง หรือสิ่งประดิษฐ์ทางอุตสาหกรรมสมัยใหม่ ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ชีวิตมนุษย์จะไร้คุณค่าหากปราศจากสิ่งนี้

Silence ความสงบ ในสวนและบ้านที่ข้าพเจ้าออกแบบ ข้าพเจ้าจะพยายามย่างยิ่งยวด เพื่อให้เกิดบรรยากาศของความเงียบ และจะออกแบบให้น้ำพุ เป็นเสมือนสิ่งร้องหาความเงียบสงบนั้น

Solitude ความสันโดษ การอยู่ลำพังของมนุษย์ จะทำให้ค้นพบตัวเองได้ดี ความสันโดษเป็นสิ่งที่ต้องมีอยู่ และเกี่ยวข้องเสมอกับงานสถาปัตยกรรมของข้าพเจ้า ไม่ควรเป็นสิ่งที่ใครจะหวาดกลัว หรือหลีกหนีมัน

Serenity ความสงัด คือความแจ่มใสของท้องฟ้า ความราบรื่นของทะเล ความเย็นอารมณ์ และความสงบของจิตใจ Serenity เป็นสิ่งยิ่งใหญ่ที่จะขจัดความกลัวในปัจจุบัน เป็นหน้าที่ของสถาปนิกโดยตรง ที่จะต้องสร้างสิ่งนี้ให้ถาวร ให้เกิดขึ้นได้ในบ้านหรืออาคารที่เขาออกแบบ ทั้งอย่างโจ่งแจ้งหรืออย่างแอบแฝงก็ตาม ข้าพเจ้าเป็นผู้หนึ่ง ที่พยายามต่อสู้ให้เกิดสิ่งนี้อยู่เสมอ และเราต้องคอยดูแล รักษามันไว้ ไม่ให้ถูกทำลายไป แม้จะโดยการ รู้เท่าไม่ถึงการณ ์ก็ตามที

Joy ความร่าเริง ใครเลยจะละเลยความปิติร่าเริงนี้ ข้าพเจ้าเชื่อว่างานศิลปะที่สมบูรณ์ ต้องประกอบด้วยคุณค่าของ ความสงัด ความปิติ และความสงบ

Death ความตาย ที่สุดของชีวิต คือความตาย การสิ้นสุดที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ด้วยคุณค่าของงานศิลปะ อันเป็นส่วนหนึ่ง ของศาสนาเท่านั้น ที่จะมีชัยชนะเหนือความตายได้

Gardens ในการออกแบบสวน สถาปนิกจะต้องสร้างสรรให้เป็นส่วนหนึ่ง ของอาณาจักรแห่งธรรมชาติให้ได้ สวนที่สวยงาม จะต้องแสดงอำนาจของธรรมชาติ เพราะธรรมชาติจะเป็นสิ่ง ที่ลด ความก้าวร้าวของมนุษย์ ในชีวิตปัจจุบันได้ดีที่สุด

Fountains น้ำพุเป็นสิ่งที่นำเราไปสู่ความสันติ ความปิติร่าเริง และความสุนทรีย์ ให้เกิดจินตนาการ เชื่อมความฝันและความเป็นจริงของโลกใบนี้ได้

Architecture งานสถาปัตยกรรมของข้าพเจ้า คือชีวประวัติของตัวข้าพเจ้าเอง สะท้อนเรื่องราวในอดีตที่อยู่ ในความทรงจำถึงบ้านไร่ของบิดา ที่ข้าพเจ้าเติบโตมาจากวัยเด็ก จนถึงวัยรุ่น ในงานออกแบบ ข้าพเจ้าพยายาม ถ่ายทอด คุณค่าเหล่านั้น ให้เกิดความเหมาะสม กับชีวิตสมัยใหม่ในปัจจุบัน โดยมีกลิ่นไอของอดีตข้าพเจ้าที่ผ่านมา บทเรียนที่ประสบมาจากสถาปัตยกรรม ในชนบท บ้านนอก ของประเทศข้าพเจ้า ที่สร้างแรงบรรดาลใจถาวร กับข้าพเจ้า เช่น ความประทับใจที่เกิดจาก กำแพงป้ายปูนสีขาว ความสงบสันติ ที่เกิดขึ้นที่ ระเบียงมีหลังคา ท่ามกลางสวนผลไม้ ถนนที่มีสีสรรสวยงาม อันเกิดจากบ้านเรือนสองข้าง ที่สร้างร่มเงาให้กับถนน และความ ประทับใจ ลึกลงไปถึงการเรียนรู้ ที่ได้รับจากการเชื่อมต่อของประวัติศาสตร์ ของแม๊กซิโก กับหมู่บ้านใน อัฟริกาเหนือ และโมร๊อกโค ทั้งสองแหล่งนี้ ช่วยเสริมคุณค่าการรับรู้ และเข้าใจ ในความงาม และความเรียบ ง่าย ใน งานสถาปัตยกรรมของข้าพเจ้า

The Art of Seeing ศิลปะในการมอง เป็นสิ่งที่สำคัญ ทีสถาปนิกต้องรู้จักการดูที่ถูกต้อง หมายถึงการดู ที่เกินเลย ไปจากเหตุผล ของการรับรู้ในสิ่งที่ดู ซึ่งข้าพเจ้าได้เรียนรู้สิ่งนี้ จากการแนะนำของเพื่อนจิตกรชาวแม็กซิกัน ชื่อ Jesus (Chucho) Reyes Ferreira และกวีอีกผู้หนึ่งคือ Carlos Pellicer ที่พรรณาเกี่ยวกับการเห็น ดังนี้ คือ Through sight the good and the bad ...we do perceive (but) Unseeing eyes .....Souls deprived of hope

Nostalgia การหวลรำลึก การคิดถึงบ้าน เป็นความทรงจำของบุคคลในอดีตแห่งตน ศิลปินมักใช้อดีตของตน เป็นแรงบรรดาลใจ ในการสร้าสรรงาน สถาปนิกก็ควรฟัง และนำความระลึกถึงอดีตของตัวเอง หวลกลับมาปรุงแต่ง ใช้ใหม่ให้เหมาะสม

สรุปจาก... http://www.mexconnect.com/mex_/feature/barragan1.html

ตัวอย่างงานออกแบบสถาปัตยกรรมของเขา
THE HOUSES OF LUIS BARRAGAN From the book "CASA MEXICANA" (C)1989 Tim Street-Porter, published by Stewart, Tabori & Chang, New York.
Casa Gilardi by Luis Barragan:Photograph by Tim Street-Porter
..ที่ตั้งบันไดในลักษณะปติมากรรมมีช่องแสงธรรม ชาติด้านบน .

Casa Galvez by Luis Barragan:Photograph by Tim Street-Porter
...ห้องรับประทานอาหาร ผนังห้องตกแต่งด้วยภาพเขียนของ Pedro Coronel ในปี 1960 โคมไฟ ชั้นวางของติดผนังและโต๊ะอาหารออกแบบโดย Barragan. เก้าอี้เป็นของ Taxco. ผลไม้วางบนภาชนะทำด้วยกระดาษซับแบบธรรมเนียมแม็กซิกัน

San Cristobal by Luis Barragan:Photograph by Tim Street-Porter
San Cristobal ถูกออกแบบในลักษณะการตีความใหม่ของอาคารทุ่งนาในอดีต สายน้ำไหลต่อเนื่องเกิดจากท่อส่งน้ำเอียงประกับด้วยกำแพงสูงตระหง่านปิดทั้งสองด้าน

Casa Luna by Luis Barragan:Photograph by Tim Street-Porter
...มุมมองหนึ่งจากสวนที่..Casa Luna เห็นบ่อน้ำเล็กจตุรัส มีน้ำพุตั้งตรงกลาง น้ำไหลเป็นสายทางลงไปสู่อีกบ่อระดับล่างของสวน ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากสวน the Alhambra Gardens ในประเทศ Spain, บริเวณดังกล่าวคลุมด้วยหลังคาโค้ง มองผ่านเลยต่อไปที่ตัวบ้านด้านหลัง

Casa Galvez by Luis Barragan:Photograph by Tim Street-Porter
..ที่นั่งในห้องมองออกไปภายนอกเห็นบ่อน้ำ น้ำพุ กำแพงทาสีรอบบ่อน้ำ ออกแบบให้กลายเป็นกำแพงด้านที่สี่ของห้อง สร้างสรรค์ความสัมพันธ์ระหว่างที่ว่างภายนอกกับที่ว่างภายในเข้าด้วยกัน

Luis Barragan (1902-1988)

ชีวประวัติ ของ Louis Barragan ดังที่กล่าวบ้างแล้วข้างต้น เขาเกิดที่เมืองGuadalajara, Mexico in 1902. หลังจากได้รับปริญญาด้านวิศวกรรมศาสตร์ ในปี 1924 เขาได้เดินทางตระเวนทั่ว Europe แนวคิดในการออกแบบได้รับอิทธิพลจาก Moorish architecture ทางตอนใต้ของ Spain สถาปัตยกรรมที่ยู่อาศัยในแถบ Mediterranean สวนต่างๆของ Ferdinand Bac ข้อเขียนทางทฤษฎีของ Frederick Kiesler และ Le Corbusier

Barragan ออกแบบระยะเริ่มแรกในแนว International Style อย่างไรก็ตาม ในปี 1945 ความคิดเกิดจากประสบการณ์การเดินทางทั่ว Europe และโดยความเข้าใจและรู้สึกด้วยตนเองของ Mexican "regionalism" ประกอบเป็นแนวทางเฉพาะตนขึ้น เพิ่มเติมจากความประทับใจของศิลปะท้องถิ่น Barragan ค้นคว้าการออกแบบสถาปัตยกรรม ที่คงไว้คุณค่าเดิมๆของสถาปัตยกรรมในอดีต (vennacular) ที่เน้นความงาม ของอาคารที่สัมพันธ์ กับธรรมชาติ Barragan มุ่งสร้าง serenity และ beauty จากความประทับใจในวัยเด็ก ที่แวดล้อมด้วย ภูมิสถาปัตยกรรมที่งดงามของบ้านเกิดใน Mexico

ความไม่เหมือนสถาปนิกในรุ่นเดียวกัน คือ เขานำทฤษฎีความคิดของ ศิลปิน และภูมิสถาปนิก Ferdinand Bac ผู้ซึ่งเน้นสวน ประดุจดั่งสภาพแวดล้อมที่วิเศษ กำแพงหนา ช่องเปิดเล็ก สีที่สดใส เน้นผิว และสีธรรมชาติของวัสดุ เป็นองค์ประกอบสำคัญของสถาปัตยกรรม งานในระยะหลัง เพิ่มความสำคัญของแสงธรรมชาติ และน้ำเข้าด้วยกัน

Barragan เสียชีวิตที่ Mexico City ในปี 1988

เอกสารอ้างอิง:
Dennis Sharp. The Illustrated Encyclopedia of Architects and Architecture. New York: Quatro Publishing, 1991. ISBN 0-8230-2539-X. NA40.I45. p17-18.
Adolf K Placzek. Macmillan Encyclopedia of Architects. Vol. 1. London: The Free Press, 1982. ISBN 0-02-925000-5. NA40.M25. p142-143.
ต่อไปนี้เป็นข้อเขียนที่เรียบเรียงจาก... http://www.toto.co.jp/GALLERMA/hist/en/exhibi/barrag.htm

The Exhibition of Luis Barragan
'92 Oct.16-Nov.14

บางทีสิ่งที่โดดเด่นในงานสถาปัตยกรรมของ Barragan เกิดจากความสามารถในการผสมผสานสิ่งต่างๆเป็นหนึ่งเดียว คือ การใช้น้ำ แสงธรรมชาติ และเงา สีที่ฉูดฉาด และกำแพงที่ทรงพลัง สถาปัตยกรรมเขาโดดเด่น ไม่เพียงแต่สะดุดตา หากยังเป็นความมีคุณภาพตามธรรมชาติอีกด้วย Barragan สร้างสถาปัตยกรรมที่แสดงออกถึงอารมณ์

งานนิทรรศการของเขา เป็นภาพถ่ายโดย Yutaka Saito ผู้ประสบความสำเร็จในการจับเนื้อหาความคิดของ Barragan ในสายตาสถาปนิกของเขา
Photo by Mitsumasa Fujitsuka


บทสรุป แนวคิดแบบ MINIMALISM….เพิ่มเติม

"ความสมบูรณ์แบบที่ได้รับในที่สุด ไม่ใช่เพราะไม่มีอะไรจะเพิ่มเติมได้อีกแล้ว หากแต่ใช่เพราะไม่มีอะไรจะตัดทอนได้อีกแล้ว "
Antoine de St. Exupery

แนวคิดของแรงเฉือนที่เกิดขึ้นคือ "สิ่งที่น้อยแต่มาก" ไม่มีผลดีในการออกแบบ สิ่งที่ไม่ปรากฏมักมีความสำคัญเท่าสิ่งที่ปรากฏให้เห็น เช่นอากาศที่มองไม่เห็น หรือยาแก้ถอนพิษ แนวคิดนี้สามารถใช้ในการกำหนดกิจกรรม สร้างสรรที่ว่าง กำหนดอณาบริเวณในการออกแบบ การออกแบบขั้นต่ำสุดนี้ทำให้เกิดความท้าทายสำหรับนักออกแบบ และทำให้เกิดความพยายามอย่างยิ่งยวด

"ศิลปินที่ยิ่งใหญ่คือผู้มีความเป็นสมถะ" Henri Frederic Amiel

ทรรศนะวิสัยที่กว้างไกล

"ทำไมไม่แผ่กิ่งก้านออกไป? สิ่งนั้นไม่ใช่หรือเป็นที่ผลิตดอกออกผล?" Frank Scully

เพื่อให้บรรลุแนวคิดแรกเริ่ม จำเป็นต้องดั้นด้นไปให้ถึงแนวคิดนั้น นี่คือเป้าหมายของทุกๆนักออกแบบ แต่มีหลายสิ่งที่เกี่ยวข้องทำให้ต้อง "ผ่อนปรณ" ลงบ้างในผลสุดท้ายที่ได้รับ เช่น กลัว ไม่กล้า หรือยอมผลิตสิ่งฟุ่มเฟือย ในประเด็นนี้ ต้องการเจ้าของงานที่มีทัศนวิสัยกว้างไกล พิจารณาตรวจสอบ หลังจากนั้นเขาเป็นผู้เดียวที่ต้องตัดสินใจ ในทุกจุดมุ่งหมายที่นำเสนอ
อีกประเด็นคือเรื่องราคา ไม่จำเป็นในเรื่องเงินเสมอไป งานออกแบบที่ดีมักพยายามประหยัดเงินอยู่แล้ว เพียงแต่เจ้าของงาน กล้าที่จะยอมรับเป้าหมายพิเศษหรือไม่ กรณีนี้มีความจริงที่ว่า "ไม่มีการได้โดยที่ไม่มีการเสียหรือเกิดความเจ็บปวดบ้าง"

บางทีในทุกวันนี้ มีแต่แนวคิดในการออกแบบที่ง่ายและธรรมดาๆ ที่ตำรามักอ้างไว้ว่า การออกแบบและผลิตงานโครงสร้างเต้นรับแรงดึง เป็นเหมือนเป็นศิลปในความมืด แม้ว่าเป็นที่ยอมรับกันมากในการออกแบบ แต่ไม่หมายความว่าจำเป็นต้องเป็นอย่างนั้นเสมอไป มีหลายสิ่งที่เอื้ออำนวยให้เสมอ เช่น ความถูกต้องของเรื่องวัสดุ แนวคิดในการออกแบบ งบประมาณ การวิเคราะห์การออกแบบ ผู้ผลิตที่น่าเชื่อถือทั้งโครงสร้างแบบชนิดเคลื่อนที่ หรือติดตั้งถาวร ตามมาตรฐานขั้นสูงทางด้านวิศวกรรม

เราจึงมาถึงขั้นตอนความเชื่อมั่นที่ว่า

"จงอย่ากลัวที่จะก้าวเท้าให้ยาวขึ้น เพราะท่านสามารถข้ามเหวโดยการกระโดดข้ามเพียงก้าวเดียว" David Lloyd George.

หลังคาแผ่นผืน เป็นสิ่งทรงคุณค่าสำหรับโครงสร้างรับแรงดึง มีคุณสมบัติเป็นเครื่องมุง และตกแต่ง ที่สามารถรับน้ำหนักโดยลักษณะการอ่อนตัวของโครงสร้างที่มีประสิทธิภาพสูง การก่อสร้างให้แนวคิดโครงสร้างที่มีชิ้นส่วนน้อยตามเหตุผลทางคณิตศาสตร์

ผู้ที่สร้างโครงสร้างเต้น มักผลิตวัสดุแผ่นผืนหลังคาโดยโรงงานของตนเอง เป็นที่เข้าใจและยอมรับกันนานแล้ว เพราะอุตสาหกรรมการสร้างทำกระโจมขนาดใหญ่มีความต้องการเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

ดังนั้นจึงเป็นที่ยอมรับคุณภาพในการผลิตได้ ทางเลือกของนักออกแบบที่แท้จริง คือความเชื่อมั่นของเขาหรือเธอที่มีอยู่ จะสอดคล้องกันกับประสบการณ์และความสามารถที่ตนมีหรือไม่ ข้อจำกัดจะทำให้เกิดความแตกต่างระหว่างนักออกแบบที่ดีกับนักออกแบบชนิดฉาบฉวยเมื่อมีข้อจำกัดต่างๆเกิดขึ้น ทำให้สำนักงานวิศวกรที่ปรึกษา และนักออกแบบมีความสำคัญขึ้น สิ่งที่ปรากฏชัด คือถ้านักออกแบบไม่ใช้ที่วิศวกรปรึกษา เขาก็ต้องเสี่ยงกับสิ่งที่ เกินข้อจำกัดที่เขามีอยู่

ศาสตร์วิธีการออกแบบ

" ศิลปินบางคนเปลี่ยนดวงอาทิตย์ให้เป็นเพียงจุดสีเหลืองอันหนึ่ง " Pablo Picasso
ตั้งแต่มีนักบุกเบิกคือ FREI OTTO ในเวลานั้นวิศวกรรมของวัสดุแผ่นผืนกลายเป็นสิ่งสำคัญเบื้องต้น ทุกโครงสร้างชนิดเต้น ต้องจำเป็นใช้แผ่นผืนรับแรงดึง มีการทำความเข้าใจ ถึงคุณสมบัติต่างๆของมัน สำหรับโครงสร้างตั้งแต่ปี 1920s ตลอดถึงปี 1950's จนสามารทำการวิเคราะห์โดยคอมพิวเตอร์ได้ในปี 1970's & 1980's, และมีผลสมบูรณ์แบบขั้นสุดท้ายของการวิเคราะห์ในปี 1990's

คำว่า "ศิลปะ" จึงเป็นที่ยอมรับสำหรับโครงสร้างชนิดเต้น เพราะอาศัยการสร้างสรรค์จากประสบการณ์ มากกว่าความรู้ในแง่วิศวกรรมอย่างเดียว วิศวกรเช่น David Geiger จาก New York, Walter Bird, ได้พิสูจน์ให้เห็นว่าอาคารที่น่าสนใจนั้นสามารถทำให้ปรากฏโดยการใช้วิศวกรรม ด้านวัสดุแผ่นผืนนี้

แม้ว่าในการสร้างกระโจมขนาดใหญ่แรกๆไม่ได้อาศัยการออกแบบที่จริงจังนัก เป็นลักษณะของรูปแบบพื้นๆธรรมดา ต้องการความแข็งแรงทนทานเท่านั้น ความบกพร่องเสียหายจึงเป็นข้อกำหนดความสำเร็จของการออกแบบโครงสร้างพิเศษนี้ ราวกับว่าเพราะมันเบามากจึงล้มเหลว แต่ถ้าทำให้หนักมากขึ้น ก็จะปลอดภัยกว่า แม้ว่าการผลิตจะทำให้แพงขึ้น ต้องใช้เวลานานกว่า จากการพัฒนาความเข้าใจนี้ จะเพิ่มทางเลือกอื่นๆ ให้เป็นส่วนเกี่ยวข้องที่สำคัญในการออกแบบต่อมา

เต้นให้เช่ามาตรฐานที่ใช้โครงสร้างสถาปัตยกรรมแผ่นผืนที่น่าสนใจ เช่น โครงสร้างสำหรับ Munich Olympic Stadium, Don Valley Stadium ในเมือง Sheffield, สนามกิฬาโบราณที่ Niemes หรือโรงละคอน Lampugnano แบบเต้นในเมือง Milan, โครงสร้างแผ่นผืนปัจจุบันเป็นส่วนสำคัญของงานออกแบบสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ นับวันจะทวีขยายตัวในการผลิตอย่างมากในเชิงอุตสาหกรรม

วัสดุแผ่นผืนของหลังคาที่ใช้ เป็นใยสังเคราะห์ชนิดถักทอ (woven Polyester) มีพื้นรองเป็นผ้า ลักษณะผิวเผินคล้ายยางรถยนต์ เคลือบผิวด้วยสาร P.V.C. (Polyvinylchloride) พร้อมกับส่วนผสมเพิ่มเติมที่ทำให้การทรงตัวดีขึ้น คือ Ultraviolet (UV), Anti Fungoids, Plasticisers พิเศษ ป้องกันการยับยู่ยี้ และทนไฟ ท้ายสุดเคลือบผิวด้วยสาร Acrylic ผิวมัน หรือ Fluorine ชนิดผิวด้านของ PVDF ส่วนโครงสร้างสนับสนุนต้องเคลือบทาด้วย P.V.C. สีดำก่อนที่จะทาสีสำเร็จภายหลัง

ขบวนการออกแบบ

" จินตนาการมีความสำคัญมากกว่าความรู้"Albert Einstein

การออกแบบเป็นขบวนการกำหนดแนวทางของการกระทำเพื่อตอบสนองความคิดสร้างสรรค์ ในด้านวิศวกรรม ความคิดสร้างสรรค์ถูกแสดงออกทางรูปธรรมหรือทางกายภาพ มากว่าทางนามธรรมหรือทางศิลปะ ในลักษณะรูปทรงเพื่อตอบสนองการใช้สอย หรือหลักการเพื่อตอบสนองประดิษฐ์กรรม การออกแบบสิ่งใด ก็เพื่อให้บรรลุตามเกณฑ์ หรือบันทัดฐานของสิ่งนั้น แต่บางครั้งก็เกิดข้อบกพร่องทำให้ไม่พอเพียง เช่น อาจต้องขึ้นอยู่กับปัจจัยการผลิต การขนส่ง การใช้งาน ความสึกหรอ หรืออาจเกิดจากสิ่งอื่นๆที่ไม่คาดคิดมาก่อน

เกณฑ์การออกแบบจึงต้องคำนึงถึงปัจจัยเหล่านี้อย่างกว้างขวางแต่แรก หากเป็นไปได้ต้องเน้นความคิดสร้างสรรค์ ในประวัติศาสตร์ของขบวนการออกแบบ เป็นเรื่องของความไม่แน่นอนไม่เด่นชัด เหมือนคนเก่งๆที่แสวงหาตามหนทางที่มืดมน การออกแบบโดยเริ่มต้นคำนึงถึงราคานั้นไม่น่าพอเพียง การออกแบบที่ดีที่สุดและเป็นไปได้ต้องขึ้นกับราคาที่เหมาะสม หรืออีกนัยสำคัญคือ ย่อมเปลี่ยนแปลงได้ตามปัจจัยการผลิตในเชิงอุตสาหกรรมด้วย

"ประสบการณ์เป็นเรื่องสำคัญยิ่งยวดสำหรับครู คือต้องมีการทดลองก่อนจึงจะเรียนรู้ได้ในภายหลัง " Anonymous


หลายคนอาจเคยได้ยินนานนับปีในคำกล่าวที่ว่า "ฉันออกแบบสิ่งนั้นสิ่งนี้มาแล้ว" ซึ่งอันที่จริง สิ่งที่เขาทำเพียงแค่การเขียนแบบ หรือแค่แนวคิดเบื้องแรกของขบวนการออกแบบ การออกแบบต้องใช้เครื่องมือช่วยครบครัน ต้องให้ตรงตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ หรือไม่ก็ต้องมีการทดสอบและวิเคราะห์อย่างรอบคอบในสถานะการณ์จำลองมาแล้วก่อน จึงถือว่าการกระทำนั้นเป็นการออกแบบครบถ้วน

"ขบวนการออกแบบเป็นวงจรของขั้นตอนต่างๆ ความคิดแรกที่เกิดขึ้น จะถูกดัดแปลงครั้งแล้วครั้งเล่า จนเป็นที่พอใจของสถาปนิก ทั้งด้านเทคนิคและการก่อสร้าง วิศวกรจะเป็นส่วนหนึ่งในขั้นตอนนี้ ที่จะให้คำแนะนำว่าสิ่งไหนเป็นไปได้และไม่ได้ ในแง่ความเป็นจริง โครงสร้างห้อยแขวน รูปทรงที่ปรากฏจะเปลี่ยนรูปร่างก็เพราะปัญหาจาก แรงเค้นภายใน ความแข็งแกร่ง มั่นคง และการอ่อนตัว ของโครงสร้าง"

กล่าวโดย..... Dr Bill Addis (The Structural Engineers Contribution to Textile Architecture) Head of Dept. of Construction Management, University of Reading.